thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ จ่อชงสินค้าเว้นภาษี ม.301 เพิ่ม 13 ราย มูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์

พาณิชย์ จ่อชงสินค้าเว้นภาษี ม.301 เพิ่ม 13 ราย มูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์

06 ส.ค. 69 | 02:57 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 03:34 น.

คต. เผยไทยเดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ ขอเพิ่มสินค้ายกเว้นภาษี ม. 301 อีก 13 สินค้า มูลค่ารวม 4,953 ล้านดอลลาร์ พร้อมเร่งสกัดการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมนำ AI ตรวจสอบต้นทุนและขยายบัญชีเฝ้าระวังเป็น 274 พิกัด

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอสหรัฐฯ ขอยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 เพิ่มเติมสำหรับสินค้าไทย 13 รายการ
  • สินค้า 13 รายการดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่า ถุงมือยาง และเครื่องประดับ
  • ไทยจะยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจสอบและขยายบัญชีสินค้าเฝ้าระวัง (Watch List)

พาณิชย์เดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ เตรียมยื่นขอยกเว้นภาษี ม. 301 อีก 13 รายการ อาทิ ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่า ถุงมือยาง และเครื่องประดับ ควบคู่กับการยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมนำ AI มาช่วยตรวจสอบและขยายบัญชีเฝ้าระวังสินค้านำเข้า

เปิด 13 รายการสินค้า มูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจามาตรการภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศมาตรการในประเด็นแรงงานบังคับ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้าไทยไว้ที่ 12.5% ว่า ปัจจุบันมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นและไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 12.5% จำนวน 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมผลักดันสินค้าส่งออกสำคัญของไทยอีก 13 รายการ เพื่อเจรจาขอยกเว้นเพิ่มเติม เมื่อสหรัฐฯ เปิดให้ยื่นข้อเสนอในรอบต่อไป โดยมีกลุ่มสินค้า ได้แก่ 

  • สินค้าหัตถกรรม เช่น เครื่องประดับเงินและทอง มูลค่า 1,338.81 ล้านดอลลาร์ 
  • อาหารสุนัขและแมวบรรจุขายปลีก 973.60 ล้านดอลลาร์ 
  • ข้าวสารสี ทั้งหมด 850.20 ล้านดอลลาร์ 
  • ถุงมือยางทางการแพทย์ 622.03 ล้านดอลลาร์ 
  • ปลาทูน่าและปลาโอแปรรูป 545.50 ล้านดอลลาร์ 
  • กุ้งที่ไม่บรรจุสุญญากาศ 174.30 ล้านดอลลาร์
  • กุ้งปรุงสุกหรือแช่แข็งอื่น ๆ 100.40 ล้านดอลลาร์ 
  • ซอสและเครื่องปรุงรสอื่น ๆ 74.30 ล้านดอลลาร์
  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ 72.40 ล้านดอลลาร์ 
  • แป้งมันสำปะหลังแปรรูป 62.27 ล้านดอลลาร์ 
  • ขนมหวานและลูกอมที่ไม่มีโกโก้ 51.80 ล้านดอลลาร์ 
  • ปลาแซลมอนปรุงสำเร็จหรือบรรจุกระป๋อง 47.90 ล้านดอลลาร์ 
  • พาสต้าดิบที่ไม่มีไข่ 39.90 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ สินค้าทั้ง 13 รายการมีมูลค่ารวม 4,953.41 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.81% โดยไทยจะเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอยกเว้นเพิ่มเติมต่อไป

สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) นางอารดาคาดว่า สหรัฐฯ อาจนำประเด็นดังกล่าวมาใช้กดดันให้การเจรจาความตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Tariff: ART) เร่งตัวขึ้น โดยอาจมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลการพิจารณาเบื้องต้นในช่วงเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้มีรายงานว่าฝ่ายไทยได้รับนัดหารือระดับเทคนิคในการเจรจา ART แล้ว

ใช้ AI ตรวจสอบถิ่นกำหนด ขยายพิกัด Watch List

นางอารดา กล่าวถึงการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าไทยว่า รูปแบบการสวมสิทธิที่ตรวจพบมีทั้งการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาแล้วส่งออก การนำสินค้าเข้ามาบรรจุหีบห่อใหม่ และการนำสินค้าเข้ามาติดฉลากก่อนส่งออก ซึ่งเข้าข่ายการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ

6 เดือนพบสินค้าผิดกฎหมายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 1,377 ล้านบาท

กรมการค้าต่างประเทศจึงร่วมมือกับกรมศุลกากรในการสุ่มตรวจและจับกุมการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตรวจพบสินค้าผิดกฎหมายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 1,377 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จมูลค่า 442 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้า เช่น บุหรี่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ภายในบ้าน และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อาทิ มีดคัตเตอร์และกรรไกร

ทั้งนี้ ในปี 2570 กรมฯมีแผนนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบต้นทุนและถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองและป้องกันการสวมสิทธิ ขณะเดียวกันจะขยายบัญชีเฝ้าระวัง หรือ Watch List จากเดิม 49 กลุ่มสินค้า 194 รายการ เป็น 67 กลุ่มสินค้า รวม 274 พิกัด และปรับรอบการตรวจสอบต้นทุนสินค้าจากเดิมทุก 2 ปี เป็นทุก 1 ปี ควบคู่กับการสุ่มตรวจ

โดใช้ AI ตรวจสอบถิ่นกำหนด ขยายพิกัด Watch List ยหากตรวจพบการกระทำผิดจะดำเนินการเพิกถอนใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin (C/O) พร้อมอยู่ระหว่างศึกษใช้ AI ตรวจสอบถิ่นกำหนด ขยายพิกัด Watch List าการเพิ่มบทลงโทษ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น