
การค้าโลกฟื้น ดันรายได้กรมศุลฯพุ่ง 7% FTA-บาทแข็ง ฉุดอากรต่ำเป้า
กรมศุลกากรเผยผลจัดเก็บรายได้ 9 เดือนปีงบประมาณ 2569 แตะ 476,106 ล้านบาท โต 7% แต่รายได้อากรต่ำกว่าเป้า เหตุเงินบาทแข็ง FTA พุ่ง อากรรถยนต์นั่งลด แม้การค้าต่างประเทศขยายตัวแรง
KEY
POINTS
- กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้น 7% เป็น 4.76 แสนล้านบาท แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
- ปัจจัยหลักที่ทำให้รายได้อากรต่ำกว่าเป้าคือค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าที่ประเมินไว้ และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เพิ่มสูงขึ้น
- รายได้อากรจากการนำเข้ารถยนต์นั่งซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญหดตัวลงอย่างมากถึง 35.4% เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้
กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ 9 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 ได้ 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% แม้การนำเข้า-ส่งออกของไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่รายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 5,833 ล้านบาท จากผลของเงินบาทแข็งค่า การใช้สิทธิยกเว้นภาษีภายใต้ FTA ที่เพิ่มขึ้น และรายได้อากรจากรถยนต์นั่งที่หดตัว ขณะที่การจัดเก็บภาษีแทนหน่วยงานอื่นยังเติบโตต่อเนื่อง
การค้าต่างประเทศโตแรง แต่รายได้อากรไม่โตตาม
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568-มิถุนายน 2569) ว่า ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการนำเข้าที่เติบโตโดดเด่น แต่การจัดเก็บรายได้ศุลกากรกลับขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งการแข็งค่าของเงินบาท การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เพิ่มขึ้น และโครงสร้างสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นอากรในสัดส่วนสูง
ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้ารวม 10.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.66% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือคิดเป็น 317,213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.23% สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้าและวงจรรวม น้ำมันดิบ และทองคำ ขณะที่ประเทศคู่ค้านำเข้าหลักยังเป็นจีน ไต้หวัน ละกลุ่มอาเซียน (ไม่รวม CLMV)
ด้านการส่งออกมีมูลค่ารวม 8.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.41% หรือ 279,948 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.25% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อุปกรณ์โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และทองคำ ส่วนตลาดหลักยังเป็นสหรัฐอเมริกา อาเซียน และจีน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงขาดดุลการค้าสะสม 1.32 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 37,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้รวมแตะ 4.76 แสนล้านบาท โต 7%
แม้การค้าระหว่างประเทศขยายตัวสูง แต่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวมได้ 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31,148 ล้านบาท หรือ 7% ซึ่งในจำนวนนี้ รายได้ศุลกากรจัดเก็บได้ 85,767 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% และยังต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณจำนวน 5,833 ล้านบาท หรือ 6.4%
ขณะที่รายได้ที่กรมศุลกากรจัดเก็บแทนหน่วยงานอื่นยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยจัดเก็บได้รวม 390,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% คิดเป็นสัดส่วนกว่า 82% ของรายได้ทั้งหมด แบ่งเป็นการจัดเก็บแทนกรมสรรพากร 308,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% กรมสรรพสามิต 43,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% และกระทรวงมหาดไทย 38,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5%
เงินบาทแข็ง-FTA ฉุดรายได้ต่ำกว่าเป้า
นายพันธ์ทองกล่าวว่า แม้การนำเข้าจะเติบโตในระดับสูง ทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)ได้สูงมาก แต่รายได้อากรขาเข้าไม่ได้ขยายตัวในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญหลายด้านทั้ง การแข็งค่าของเงินบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการจัดเก็บอยู่ที่ 32.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่ากว่าสมมติฐานงบประมาณที่กำหนดไว้ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฐานมูลค่าสินค้านำเข้าในรูปเงินบาทลดลง และกระทบต่อการคำนวณอากร
ขณะเดียวกัน การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นอากรมีสัดส่วนสูงถึง 92.7% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่การใช้สิทธิภายใต้ FTA คิดเป็น 48.4% ของมูลค่านำเข้า และขยายตัวถึง 44.2% จากปีก่อน
ผลที่ตามมาคือ แม้มูลค่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นกว่า 23.66% แต่อากรขาเข้าที่จัดเก็บได้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 1.6% อยู่ที่ 81,122 ล้านบาท เท่านั้น
รถยนต์นั่งรายได้หดตัวหนัก
อีกปัจจัยที่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ คือ การลดลงของอากรจากการนำเข้ารถยนต์นั่ง ซึ่งยังเป็นสินค้าที่สร้างรายได้อากรสูงสุดของกรมศุลกากร โดยช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา อากรจากรถยนต์นั่งจัดเก็บได้ 6,823 ล้านบาท ลดลงถึง 35.4% หรือหายไป 3,731 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการจัดเก็บในหมวดนี้หดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
“ช่วงเดือนธันวาคม 2568 เคยเกิดการเร่งระบายรถยนต์ออกจากคลังสินค้าก่อนการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต ส่งผลให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นชั่วคราว ก่อนที่รายได้อากรจะกลับมาปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในช่วงหลัง”
ทั้งนี้ข้อมูลของกรมศุลกากรยังสะท้อนว่า สัดส่วนการจัดเก็บอากรต่อมูลค่านำเข้าลดลงต่อเนื่อง โดยค่า Duty to Revenue Ratio (DTR) ลดลงเหลือ 7.3 จากประมาณการ 8.94 ขณะที่ Effective Tax Rate (ETR) อยู่ที่ 11.30 ต่ำกว่าเป้าหมาย 12.18 ส่วนสัดส่วนอากรขาเข้าต่อมูลค่านำเข้ารวม (Factor) ลดลงเหลือ 0.826 จากสมมติฐาน 1.089 สะท้อนว่า ฐานสินค้าที่ต้องเสียอากรมีสัดส่วนลดลง แม้การค้าระหว่างประเทศจะขยายตัวสูง
นายพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมศุลกากรยังคงเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทที่การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและความตกลงการค้าเสรีมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันจะติดตามปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และโครงสร้างการนำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพ
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,224 วันที่ 5 - 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569







