
นายกฯ ไทย–อินโดนีเซีย ประกาศดันการค้าทะลุ 7.6 แสนล้าน ปลุกศก.อาเซียน
นายกฯ อนุทิน จับมือ ปธน.ปราโบโว ยกระดับหุ้นส่วนไทย–อินโดนีเซีย ผนึกสองเศรษฐกิจหลักอาเซียน รับมือโลกผันผวน เร่งการค้า การลงทุน และความมั่นคง ตั้งเป้าการค้า 7.6 แสนล้านบาท ดันฮาลาล–อาหาร–การท่องเที่ยว–ลงทุน
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้บรรลุ 7.6 แสนล้านบาท (23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573
- ทั้งสองฝ่ายจะกระชับ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" โดยเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านการค้าสินค้าเกษตร การลงทุนซึ่งกันและกัน และการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลร่วมกัน
- ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง Oval Room อาคาร Istana Merdeka ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจ
ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.6 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.5 แสนล้านบาท พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ
ด้านความมั่นคง
ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดี ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย
ด้านการท่องเที่ยว
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และ ภูเก็ต–บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน
ผู้นำทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
แลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ
ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และ บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ อันจะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต
จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง
ร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
ประธานาธิบดียังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซียซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย โดยเห็นว่าเป็นความช่วยเหลือที่มีความหมายและสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ในประเด็นระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน
พร้อมยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว







