
“คดีพาราควอต ”จ่ายชดเชยผลกระทบยื้อ เกษตรกรร้องศาลทบทวน
คดี“เกษตรกรหนองบัวลำภู “ กลับมาปะทุ ร้องศาลทบทวนบันทึกข้อตกลงใหม่ ชดเชยพิษพาราควอต หลังกลับไปพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นธรรม
นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคอีสาน เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าคดีฟ้องร้อง บริษัท เจียไต๋ จำกัด เรื่องการชดเชยผลกระทบจากพาราควอตว่า ล่าสุดมีบันทึกข้อตกลงให้เกษตรกรยินยอม แต่เกษตรกรไม่ยอมทำตามข้อตกลง จึงได้มีการอุทธรณ์บันทึกข้อตกลงในศาล ซึ่งเวลานี้ต้องรอศาลพิจารณาว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่ หากรับคำอุทธรณ์ ก็จะนำสู่ขั้นตอนการสืบพยาน หรือนับหนึ่งใหม่
“หากย้อนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2565 จำได้ว่าในวันนั้น 2 ฝ่ายได้มีการเจรจากันตั้งแต่ 10 โมง ที่ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู โดยทนาย 2 ฝ่ายเข้าไปเจรจากันสุดท้ายมีบันทึกข้อตกลงเรื่องการชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกร จำนวน 12 ราย เป็นเงิน 5 แสนบาท เฉลี่ยแล้วจะได้คนละ 2-3 หมื่นบาท และให้ออกประกาศทางออนไลน์/หนังสือพิมพ์ 7 วัน ว่าการฟ้องคดีในครั้งนี้เป็นการเข้าใจผิด ไม่ใช่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทเจียไต๋ โดยสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น และมูลนิธิผู้บริโภคจะต้องขอโทษด้วย จากสาเหตุที่ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง และให้ถอนออกจากคดีกลุ่ม ถ้าไม่ทำตามบันทึกข้อตกลงนี้ให้รอ 45 วัน โดยครบกำหนดปลายเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา “
นายปฏิวัติ กล่าวว่า สาเหตุที่เกษตรกรไม่ยอม เนื่องจากพบว่ามีความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องโรคเนื้อเน่า ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันตามกระบวนการพิจารณาในการชั้นสืบพยาน โดยที่ฝ่ายราชการ/นักวิชาการ ที่สมาคมได้เตรียมไว้ ไม่อยากไปก้าวล่วงอำนาจการวินิจฉัยของศาล เพราะศาลในวันนั้นพยายามไกล่เกลี่ยให้จบในชั้นไกล่เกลี่ยคดีแพ่ง ซึ่งมีการไกล่เกลี่ย 3 ครั้ง ผ่านระบบซูม จึงออกมาเป็นบันทึกข้อตกลงทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ และกรรมการมูลนิธิผู้บริโภคก็ไม่เห็นด้วยกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เมื่อไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ตามคดีนี้เกษตรกรได้ยื่นฟ้องบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 รวมระยะเวลา 3 ปี เศษ
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังแหล่งข่าวจาก บจก. เจียไต๋ ระบุว่า ทราบเรื่องแล้วว่าทางเกษตรกรไม่ยอมที่จะทำตามบันทึกข้อตกลง โดยครั้งสุดท้ายมีบันทึกข้อตกลงเรื่องการชดเชยความเสียหายให้จ่ายกับเกษตรกร จำนวน 12 ราย เป็นเงิน 5 แสนบาท เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่าจะมีทางออกอย่างไร คาดว่าจะมีผลสรุปในวันที่ 20-21 ก.พ.นี้












