
ผู้เชี่ยวชาญหนุนรัฐเบนเข็ม 'Missing Link' แนะพัฒนาเศรษฐกิจหลังท่า อย่าเป็นแค่ทางผ่านสินค้า
ผู้เชี่ยวชาญหนุนรัฐบาลเบนเข็มสู่ 'Missing Link' ชี้พัฒนาท่าเรือระนองเชื่อมจีนคือทางออกยั่งยืน ก่อนตัดสินใจลงทุนแลนด์บริดจ์ เสนอให้พัฒนาโครงการตามความต้องการจริง และสร้างพื้นที่เศรษฐกิจหลังท่า เพื่อไม่ให้เป็นเพียงทางผ่านสินค้า
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์โครงการแลนด์บริดจ์ มาเน้นการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ขาดหายไป (Missing Link) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมเป็นหลัก
- มุ่งพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองให้เป็นประตูการค้าเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้
- เป้าหมายหลักคือการสร้างเส้นทางลัดเชื่อมจีนและกลุ่มประเทศ CLMV ออกสู่ทะเลอันดามัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา
- เสนอให้พัฒนาโครงการแบบเป็นระยะตามความต้องการจริง และสร้างพื้นที่เศรษฐกิจหลังท่า (Hinterland) เพื่อไม่ให้เป็นเพียงทางผ่านสินค้า
จากกรณีรัฐบาลประกาศปรับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ครั้งใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับการเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ขาดช่วงหรือ "Missing Links" ทั้งระบบรางและถนน ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) ซึ่งเชื่อมจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ และเร่งพัฒนาท่าเรือจ.ระนอง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ผ่านระบบรางและระบบถนนที่เชื่อมโยงมายังจ.ชุมพร
นายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางดังกล่าวของรัฐบาล โดยระบุว่าการเปลี่ยนแนวทางมาเน้นการเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ขาดช่วงหรือ "Missing Links" แทนการเร่งสร้างเมกะโปรเจกต์เต็มรูปแบบ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตามการปรับนโยบายครั้งนี้ไม่ควรตีความว่าเป็นการยกเลิกแลนด์บริดจ์โดยทันที แต่เป็นการเปลี่ยนจากแนวทางสร้างเมกะโปรเจกต์ครบชุดก่อน แล้วคาดหวังว่าปริมาณสินค้าจะตามมา ไปสู่แนวทางใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เติมส่วนที่ขาด ทดลองตลาด และขยายตามอุปสงค์จริง
ใช้ของเดิมเป็นฐาน ลงทุนเพิ่มเติมเท่าที่จำเป็น
แนวทางนี้สอดคล้องกับรายงานศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประเมินว่าแนวทาง Hinterland Development & Minor Investment หรือการใช้ของเดิมเป็นฐานและลงทุนเพิ่มเติมเท่าที่จำเป็น ได้คะแนนความเหมาะสมสูงสุดร้อยละ 43.3 มากกว่าแนวทางแลนด์บริดจ์เต็มรูปแบบ
“Missing Links” ไม่ใช่แค่สร้างทางเชื่อม
นายบัณฑิต ระบุต่อไปว่า Missing Links ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรถไฟเชื่อมระนองกับชุมพร เพราะช่องว่างที่แท้จริงของระบบโลจิสติกส์ไทยยังมีอีกหลายประการ อาทิ
- โครงสร้างพื้นฐานที่ขาดช่วง
- ความจุของท่าเรือและร่องน้ำ
- การเชื่อมต่อระหว่างรถไฟกับท่าเรือ
- ความแตกต่างของระบบราง
- ด่านศุลกากรและการผ่านแดน
- ตารางเดินรถและตารางเรือ
- ระบบข้อมูลและเอกสาร
- ฐานสินค้า หรือ Cargo Base
- ผู้ใช้บริการจริง ได้แก่ สายเรือ เจ้าของสินค้า และ Freight Forwarder
ข้อเสนอสำคัญของรายงานฉบับนี้คือ รัฐบาลควรพัฒนา Missing Links แบบเป็นระยะ มีจุดตัดสินใจลงทุนหรือ Investment Gate ที่ชัดเจน และไม่ควรสร้างท่าเรือขนาดใหญ่หรือระบบขนส่งข้ามคาบสมุทรเต็มรูปแบบ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีสินค้า ผู้ใช้บริการ และผลตอบแทนที่เพียงพอ
ชู "ท่าเรือระนอง" ประตูสู่อันดามันและจีน
นายบัณฑิตให้ความเห็นว่า การเริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างท่าเรือระนองเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีเส้นทางเชื่อมต่อเดิมอย่างถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันท่าเรือระนองยังมีข้อจำกัดด้านร่องน้ำที่ลึกเพียง 8 เมตร รองรับเรือขนาดประมาณ 1,000 ตู้ (TEU) ซึ่งหากต้องการรองรับเรือแม่ (Mother Ship) ขนาดใหญ่ในอนาคต จะต้องขุดลอกร่องน้ำให้ลึกถึง 16 เมตร
ยุทธศาสตร์นี้จะเน้นการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) จากระนองผ่านระบบรางคู่และถนน ขึ้นไปสู่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ นายบัณฑิตมองว่านี่คือทางลัดสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าจากจีนและ CLMV สามารถออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากทั้งค่าธรรมเนียมผ่านทางและค่าใช้บริการท่าเรือ
แนะสร้าง "ฮินเตอร์แลนด์" อย่าเป็นแค่ทางผ่าน
ข้อเสนอแนะสำคัญของนายบัณฑิตคือ รัฐบาลไม่ควรหวังเพียงการเป็นทางผ่านสินค้า (Transit) แต่ต้องพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจหลังท่าหรือ "ฮินเตอร์แลนด์" (Hinterland) เพื่อผลิตสินค้าป้อนให้กับเรือด้วย การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมหลังเขาในระนองอาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ จึงต้องขยายการผลิตไปยังบริเวณอื่นแล้วป้อนสินค้าเข้ามาที่ท่าเรือแทน
เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าเรามีพื้นที่ผลิตสินค้าป้อนเรือหรือยัง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การ Transit เพียงอย่างเดียว
ลงทุนตามความต้องการจริง
นายบัณฑิตสนับสนุนให้รัฐบาลใช้แนวทางพัฒนาแบบเป็นระยะ (Phased Development) หรือมี จุดตัดสินใจลงทุน (Investment Gate) เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน
- ระยะแรก: ปรับปรุงท่าเรือระนองเดิมและร่องน้ำให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับเรือ Feeder และสินค้าในภูมิภาค
- ระยะที่สอง: ทดลองตลาดและบริการขนส่งจริงร่วมกับสายเรือและผู้ประกอบการ เพื่อพิสูจน์ปริมาณสินค้าและต้นทุนจริง
- ระยะที่สาม: ก่อสร้างระบบรางเข้าสู่ท่าเรือเมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่าปริมาณสินค้าสูงพอและมีผู้ใช้บริการแน่นอน
- ระยะสุดท้าย: พิจารณาการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่หรือแลนด์บริดจ์เต็มรูปแบบเฉพาะเมื่อท่าเรือเดิมเต็มขีดความสามารถแล้วเท่านั้น
เลี่ยงปัญหาความขัดแย้งและงบประมาณ
นายบัณฑิต ให้ความเห็นว่าการปรับแผนมาสู่ Missing Link ยังช่วยลดแรงต้านจากประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งชุมพรที่ปัจจุบันยังไม่มีท่าเรือขนาดใหญ่ และเป็นจุดที่มีการต่อต้านสูง ซึ่งแนวทางนี้ลงทุนไม่สูงเท่าแลนด์บริดจ์ และเป็นการทำให้ของเดิมทำงานได้ก่อน เพื่อพิสูจน์ลู่ทางว่าสายเรือจะมาใช้บริการจริงหรือไม่
การที่รัฐบาลหันมาพัฒนาแผนเดิมที่มีอยู่ให้เชื่อมต่อกันได้จริง ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่สูงและเป็นการทดสอบตลาดก่อนจะตัดสินใจก้าวใหญ่ต่อไปในอนาคต





