thansettakij
thansettakij
วิกรม กรมดิษฐ์ ย้ำ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีความจำเป็น "ล้านเปอร์เซ็นต์"

วิกรม กรมดิษฐ์ ย้ำ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีความจำเป็น ล้านเปอร์เซ็นต์

23 ก.ค. 69 | 05:15 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ค. 69 | 05:30 น.

วิกรม กรมดิษฐ์ ชี้รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือ ไฮสปีดเทรน มีความจำเป็นล้านเปอร์เซ็นต์ เสนอใช้โมเดลจีนดึงเอกชนลงทุน มั่นใจเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังทิศทางบวก เผยเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนย้ายเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น “อมตะ” ผนึกบิ๊กพันธมิตรจีน ลงนาม MOU 5 ฉบับ ยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไทย-จีน

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จำเป็นล้านเปอร์เซ็นต์

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีความจำเป็น "ล้านเปอร์เซ็นต์" ที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งมองว่าระบบคมนาคมคือ หัวใจหลักของการพัฒนาประเทศและการลดต้นทุนการขนส่ง

เพราะหากระบบการขนส่งและการคมนาคมของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง และเงื่อนไขในการพัฒนาประเทศ หากระบบขนส่งไม่ดี นักลงทุนจะหันไปเลือกประเทศอื่นที่ให้ความสะดวกมากกว่านี้

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

"ถ้าเราเป็นนักลงทุน เราก็ต้องเลือกประเทศที่เดินทางสะดวกและต้นทุนไม่สูง" คือหลักการง่าย ๆ ที่รัฐบาลต้องตระหนัก ส่วนแนวคิดที่จะใช้ระบบรถไฟทางคู่ แทนรถไฟความเร็วสูง ผมมองว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันเนื่องจากมีความล่าช้า ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ได้เท่ากับระบบรถไฟความเร็วสูง หากกลุ่มบริษัทเดิมไม่สามารถลงทุนได้ ควรเปิดประมูลให้บริษัทอื่นหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีความพร้อมเข้ามาดำเนินการแทน เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้าไปกว่านี้”

ข้อเสนอ "โมเดลจีน" รัฐออกที่ดิน เอกชนลงเงิน

ดังนั้นเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้โดยไม่กระทบงบประมาณแผ่นดิน ผมมองว่าไทยควรนำ "โมเดลการพัฒนาจากประเทศจีน" มาปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • รัฐบาลสนับสนุนด้านที่ดิน เนื่องจากไทยมีแนวเส้นทางและที่ดินของรัฐ (การรถไฟ) อยู่แล้ว ให้ตีมูลค่าที่ดินเป็นทุน ในการร่วมลงทุน เปิดโอกาสนักลงทุนต่างชาติ
  • เปิดให้เอกชนลงทุนและบริหาร: ให้เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบค่าก่อสร้างและบริหารจัดการทั้งหมด แล้วแบ่งรายได้หรือจัดเก็บค่าบริการตามสัดส่วนที่ตกลงกัน
  • ควบคุมกำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม: รัฐทำหน้าที่ตรวจสอบผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ให้เหมาะสม ไม่ให้สูงเกินควร ไม่ให้เก็บค่าบริการเกินควร ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากวิธีการนี้จะช่วยให้โครงการเกิดผลสำเร็จได้เร็วขึ้นโดยที่รัฐไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณ และสามารถนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นที่จำเป็นมากกว่าได้

วิธีนี้จะช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณเอง แต่ยังสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกได้ ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการ ทำไมเราต้องมาลงทุนเอง ในเมื่อเรามีที่ดิน เรามีตลาด ทำไมไม่เอาตรงนี้เป็นตัวดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา เพราะประเทศไทยยังจำเป็นต้องเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจในประเทศต่อไป นายวิกรม กล่าว

มั่นใจเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังทิศทางบวก

นายวิกรม ยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากปัจจัยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ในระดับมหภาค เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอาเซียนถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคมีโอกาสเติบโตสูง

การเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึงการย้ายฐานการผลิตของจีน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการขยับขยายอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันในอดีต ดังนั้นการดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค และเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ประเทศจึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

สำหรับการเดินทางมาเยือนจีน พร้อมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มองว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเพิ่มความร่วมมือใหม่ๆ โดยเฉพาะอานิสงส์เชิงบวกจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน การย้ายฐานการผลิต ที่ปัจจุบันจีนอยู่ในสภาวะที่ต้องขยับขยายการพัฒนาเศรษฐกิจออกสู่ต่างประเทศ เหมือนกับโมเดลของญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันในอดีต ไทยสามารถดึงอุตสาหกรรมระดับสูง (High-tech) เข้ามาในประเทศเพิ่มเติมอีก แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพูดคุย แต่คาดหวังว่าจะเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อเทคโนโลยีในประเทศในอนาคต นายวิกรม กล่าวทิ้งท้าย

เปิด MOU 5 ฉบับ “อมตะ” จับมือบิ๊กพันธมิตรจีน      

นอกจากนี้ในการเดินทางมาเยือนจีนในครั้งนี้ ทาง “อมตะ” จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่จีน ลงนาม 5 MOU รุกอุตสาหกรรมไฮเทค-พลังงานสะอาด-การแพทย์ครบวงจร ยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไทย-จีน โดยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งสำคัญรวม 5 ฉบับ ระหว่าง บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และ สภาธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับองค์กรและวิสาหกิจชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสนับสนุนไทยสู่ศูนย์กลางเวชศาสตร์อายุยืนแห่งแรกในอาเซียน

สำหรับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทั้ง 5 ฉบับ  ระหว่าง บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และ สภาธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับองค์กรและวิสาหกิจชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบไปด้วย

1. MOU ด้านโซลูชันควบคุมอุณหภูมิสำหรับภาคอุตสาหกรรม: เป็นความร่วมมือระหว่าง Sanhe Tongfei Refrigeration Co., Ltd. (TONFY) กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งกลไกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมระบบควบคุมอุณหภูมิในตลาดไทย และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม

2. MOU ด้านจอแสดงผลอัจฉริยะและเทคโนโลยีการศึกษา: เป็นความร่วมมือระหว่าง HiteVision Technology Co., Ltd. กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการส่งเสริมและติดตั้งโซลูชันจอแสดงผลระดับพรีเมียม จอสัมผัสอินเทอร์แอกทีฟ และระบบห้องประชุมอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศไทย

3. MOU ด้านเวชศาสตร์อายุยืนและโรงพยาบาลนานาชาติ: เป็นความร่วมมือระหว่าง Chengdu SuperiorMed and Perennial Hospital กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลระดับสากลด้านเวชศาสตร์อายุยืน (Longevity) แห่งแรกของไทย ภายในโครงการ Amata Meditown (EEC)

เพื่อให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร (one-stop) แก่ประชาชนไทยและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร (one-stop) ตั้งแต่เวชศาสตร์เชิงหน้าที่ไปจนถึงการรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง เพื่อรองรับทั้งชาวไทยและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

4. MOU ด้านระบบกักเก็บพลังงานและพลังงานใหม่: เป็นความร่วมมือระหว่าง Chengdu Tecloman Energy Storage Technology Co., Ltd. กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เพื่อแสวงหาโอกาสในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครอบคลุมถึงระบบกักเก็บพลังงาน สมาร์ทกริด และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-carbon Park) เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

5. MOU ด้านความร่วมมืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการส่งเสริมการลงทุน: เป็นความร่วมมือระหว่าง China Electronics Chamber of Commerce กับ สภาธุรกิจไทย-จีน เพื่อสร้างช่องทางบริการมาตรฐานสำหรับวิสาหกิจอิเล็กทรอนิกส์จีนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ภายใต้กรอบ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (BRI) และความตกลง RCEP เพื่อกระชับห่วงโซ่อุปทานทวิภาคี