
ไทยเจ้าภาพ 'IMF-World Bank' พร้อมถก 4 เสาหลัก โชว์ต้นแบบการเงินดิจิทัล
ไทยประกาศความพร้อม 100% เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2569 ชู 4 วาระเศรษฐกิจโลก โชว์ต้นแบบการเงินดิจิทัล ชี้มีคนใช้โมบายแบงก์กิ้งพุ่ง 87 ล้านบัญชี ดัน Bangkok Blueprint
KEY
POINTS
- ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก
- การประชุมจะผลักดัน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI, การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ, การปฏิรูประบบการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรับมือสังคมสูงวัย
- ไทยจะนำเสนอความสำเร็จด้านการเงินดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์ และ QR ข้ามพรมแดน พร้อมผลักดัน "Bangkok Blueprint" ให้เป็นต้นแบบระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึงในระดับโลก
ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเวทีเศรษฐกิจโลก หลังประกาศความพร้อมเต็มรูปแบบในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 โดยรัฐบาลตั้งเป้าใช้โอกาสดังกล่าวเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และยกระดับบทบาทของไทยในฐานะประเทศแกนกลางด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของภูมิภาค
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนการผลักดันศักยภาพของชุมชนไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”
"รัฐบาลไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดเป็นแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะถูกนำเสนอเป็นหนึ่งในแนวทางการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน"
ชู 4 วาระยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก
สำหรับสารัตถะสำคัญของการประชุม ไทยเตรียมผลักดัน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญ
เสาหลักแรก คือ Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth หรือการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง
โดยไทยจะนำเสนอความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure : DPI) ทั้งระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) และ Cross-Border QR ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI และข้อมูลภาครัฐเพื่อยกระดับบริการสาธารณะและการกำหนดนโยบายที่แม่นยำ
เสาหลักที่สอง คือ Building Resilience in a Fragmented World หรือการสร้างความเข้มแข็งในโลกที่มีความแตกแยก โดยไทยจะนำเสนอศักยภาพการเป็น Trusted Hub ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมความร่วมมือรูปแบบใหม่และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
เสาหลักที่สาม คือ Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation การปฏิรูประบบการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสร้างกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล
เสาหลักที่สี่ คือ Demographic Change and the Longevity Economy หรือการรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Longevity Economy) เพื่อเปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้กับประชาชนในระยะยาว
ดัน Soft Power ไทยสู่สายตาผู้นำโลก
นอกเหนือจากประเด็นด้านนโยบาย รัฐบาลยังเตรียมนำเสนออัตลักษณ์ไทยผ่าน Soft Power เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศ
โดยได้คัดเลือกผ้าทอและผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ มาใช้ตกแต่งพื้นที่จัดงาน อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” เพื่อสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่สายตานานาชาติ
ขณะเดียวกัน ยังนำสินค้า GI และอาหารไทยคุณภาพมาจัดแสดงและเสิร์ฟแก่ผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียม เพื่อแสดงศักยภาพด้านเกษตรกรรมและอาหารของประเทศ
เปิดแคมเปญ “Road to Thailand” ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย รัฐบาลได้เดินหน้าสื่อสารผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อผลักดันให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็น "วาระแห่งชาติ" สร้างการรับรู้ไปยังทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน
นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงาน เพื่อให้ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพกระจายสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
ในระยะสั้น รัฐบาลประเมินว่าการเดินทางเข้ามาของผู้แทนระดับสูง นักลงทุน และผู้บริหารองค์กรการเงินจากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจบริการทันที ขณะที่ระยะยาวจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
“แม้ขณะนี้โลกจะมีการแบ่งขั้ว แต่ไทยใช้เวทีนี้ในการเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยทุกระดับ ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึง SME และธุรกิจชุมชน (เช่น สินค้า GI และผ้าไทย) ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายผู้ว่าการธนาคารและนักธุรกิจจากทั่วโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและลดผลกระทบจากการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค”
ไทยพร้อมเต็ม 100% รับภารกิจเจ้าภาพ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลได้ยกระดับการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุม
ปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมครบทุกด้านตามแผนงาน หรือคิดเป็น 100% โดยในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก IMF และ World Bank Group ได้เดินทางมาตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้าย หรือ July Mission พร้อมติดตามการเตรียมงานอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมจริง
ธปท.ดัน “Bangkok Blueprint” ผลลัพธ์สำคัญของเวทีโลก
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไทยจะใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอแนวคิด Safe & Inclusive Digital Finance (SIDF) หรือระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง โดยต่อยอดจากความสำเร็จของระบบพร้อมเพย์และ Cross-Border QR ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่ามีระบบ Digital Payment Infrastructure ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บัญชี Mobile Banking สูงถึง 87 ล้านบัญชี และมีการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลประมาณ 2.7 หมื่นล้านรายการต่อปี
นอกจากนี้ ระบบ QR Payment ของไทยยังมีมูลค่าธุรกรรมสูงถึง 6 ล้านล้านบาท และมีการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนกับอีก 10 ประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ธปท.เตรียมผลักดัน “Bangkok Blueprint” ให้เป็นหนึ่งใน Key Deliverables ของการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group โดยมีเป้าหมายให้เป็นกรอบนโยบายระดับโลกสำหรับการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุมการกำหนดกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับภูมิคุ้มกันทางการเงินของประชาชน
“หาก Bangkok Blueprint ได้รับการยอมรับ จะสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Thought Leaderด้านนโยบายการเงินดิจิทัล และเป็นต้นแบบที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อรับมือกับความท้าทายจากเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต”







