
“อ.ส.ค.” ผ่าทางตันหนี้ 3.5 พันล้าน ยกโมเดลฟื้นฟูการบินไทยสางวิกฤตค่าน้ำนม
ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ กางโรดแมปปฏิรูป อ.ส.ค. หลังเผชิญวิกฤตขาดทุนสะสมและหนี้สินพุ่งกว่า 3,500 ล้านบาท เตรียมเสนอกู้งบจาก ธ.ก.ส. ดอกเบี้ยต่ำ 1% ล้างหนี้เกษตรกร พร้อมเร่งคลอด พ.ร.บ.โคนมฉบับใหม่ ปฏิรูป “มิลค์บอร์ด” ดึงรัฐมนตรีฯ คุมเข้ม ลุยกระดับแบรนด์วัวแดงบุกตลาดอินโดจีน
KEY
POINTS
- อ.ส.ค. เผชิญวิกฤตหนี้สินสะสมกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ่ายเงินค่าน้ำนมดิบที่ค้างชำระแก่เกษตรกร
- เสนอแนวทางแก้ปัญหาโดยใช้โมเดลการฟื้นฟูของการบินไทย ด้วยการกู้เงินก้อนใหญ่จาก ธ.ก.ส. เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้เหลือเจ้าหนี้รายเดียวและนำเงินมาชำระหนี้ให้เกษตรกรก่อน
- แผนฟื้นฟูตั้งเป้าชำระหนี้ให้หมดภายใน 3 ปี ควบคู่ไปกับการปฏิรูปองค์กร ผลักดัน พ.ร.บ.โคนมฉบับใหม่ และขยายตลาดส่งออกเพื่อสร้างความยั่งยืน
วิกฤตหนี้สะสมกว่า 3,500 ล้านบาท กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หลังแบกรับผลขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 จากภาระรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินตามนโยบายรัฐ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง และปัญหานมล้นสต็อก จนสภาพคล่องทรุดหนัก กระทบการจ่ายเงินค่าน้ำนมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ "นายธีระชัย แสนแก้ว" ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เตรียมเดินหน้า "ผ่าตัดใหญ่" ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปการบริหารองค์กร และแก้กติกาอุตสาหกรรมนมไทย หวังพลิกฟื้น อ.ส.ค. ให้กลับมายืนได้อีกครั้งภายใน 3 ปี
เร่งสางหนี้ค่าน้ำนม ชูโมเดล “ฟื้นฟูการบินไทย”
นายธีระชัย กล่าวว่าถึงสถานการณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในปัจจุบันองค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาที่หมักหมมมาตั้งแต่ปี 2565 โดยเฉพาะผลประกอบการที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวเลขหนี้สินรวมสูงถึงกว่า 3,500 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากภาระผูกพันตาม MOU ที่ต้องรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินตามนโยบายรัฐวันละประมาณ 83 ตัน ซึ่งเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการจนเกิดปัญหานมล้นสต็อก
ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ ค่าน้ำนมดิบที่ค้างชำระเกษตรกร ซึ่งมียอดสะสมไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท แม้ก่อนหน้านี้จะมีการดึงเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรมาจ่ายไปแล้ว 600 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นการชำระให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคกลาง ส่งผลให้เกษตรกรในภาคอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่นและอุดรธานีที่มียอดค้างชำระกว่า 244 ล้านบาท เตรียมรวมตัวกันเดินทางไปทวงถามความคืบหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้
นายธีระชัย เสนอแนวทางผ่าทางตัน ด้วยการทำ Re-engineering องค์กรใหม่ทั้งหมด โดยมีแนวคิดที่จะเสนอให้บอร์ด อ.ส.ค. ชุดใหม่ที่จะมีการสรรหาภายใน 2 สัปดาห์นี้ พิจารณาแผนการกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 3,500 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1%เสนอให้รัฐบาลพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ อ.ส.ค. สามารถนำรายได้ไปใช้ในการฟื้นฟูธุรกิจได้มากขึ้น
“เราต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เหลือเจ้าหนี้รายเดียว เหมือนแผนฟื้นฟูของการบินไทย เพื่อนำเงินมาล้างหนี้เก่าให้เกษตรกรก่อน แล้วจึงเริ่มบริหารจัดการใหม่ภายใต้การกำกับดูแลที่รัดกุมจาก ธ.ก.ส. ในฐานะผู้ปล่อยกู้ เพื่อฟื้นสภาพคล่อง ลดความซับซ้อนในการชำระหนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูฐานะการเงินขององค์กร
ดึง ธ.ก.ส.มาร่วมปรับโครงสร้างหนี้
นอกจากนี้ โมเดลดังกล่าวยังเสนอให้ฝ่ายสินเชื่อของ ธ.ก.ส. เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลการบริหารจัดการเงินกู้และการใช้จ่ายของ อ.ส.ค. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปตามแผนฟื้นฟู และสร้างความเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายธีระชัย ระบุว่า หากสามารถปรับปรุงการบริหารองค์กรและขยายตลาดได้ตามแผน เชื่อว่าจะสามารถชำระหนี้กว่า 3,000 ล้านบาทได้หมดภายในระยะเวลา 3 ปี โดยตั้งเป้าชำระคืนปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท
ดัน พ.ร.บ.โคนมฉบับใหม่ ปฏิรูป “มิลค์บอร์ด” สกัดการใช้เส้นสาย
ในด้านนโยบายการจัดการน้ำนมดิบและนมโรงเรียน นายธีระชัย กำลังผลักดัน พ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม ฉบับใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่กฎเกณฑ์เดิม สาระสำคัญคือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการจัดการนมโรงเรียน (มิลค์บอร์ด) จากเดิม 16 คน เพิ่มเป็น 34 คน โดยดึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธาน เพื่อเพิ่มอำนาจการบริหารจัดการและสกัดกั้นการใช้เส้นสายในการจัดสรรโควต้านมโรงเรียน
นอกจากนี้ จะมีการจัดทำทะเบียนเกษตรกรใหม่ (Update) จากฐานข้อมูลเดิม 15,000 รายที่ล้าสมัย เพื่อใช้กำหนดต้นทุนน้ำนมดิบที่แท้จริงและจัดสรรโควต้าตามปริมาณการผลิตจริงของฟาร์ม โดยจะมีการกำหนดราคากลางที่สะท้อนต้นทุนและค่าขนส่งที่เป็นธรรมทั้งต่อเอกชนและ อ.ส.ค.
ยกระดับการค้า-ท่องเที่ยว ปั้นมวกเหล็กสู่ “เกษตรเรียนรู้”
สำหรับแผนการตลาดในอนาคต อ.ส.ค. จะไม่เน้นเพียงการขายในประเทศหรือรอโควต้านมโรงเรียนเท่านั้น แต่จะมีการบุกตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศอินโดจีน เช่น ลาว และ เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการนมคุณภาพสูงจากไทย
พร้อมกันนี้มีแผนจะพัฒนาพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ในอำเภอมวกเหล็ก ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ครบวงจรเลียนแบบโมเดลความสำเร็จของฟาร์มโชคชัย เพื่อสร้างรายได้เสริมจากค่าเข้าชมและการจัดอบรมเกษตรกร เพื่อให้ อ.ส.ค. กลับมาเป็นองค์กรที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,217 วันที่ 12 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







