
'ดร.อัทธ์' ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%
"อัทธ์ พิศาลวานิช" ชี้สงครามฮอร์มุซรอบใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยหนักกว่าคาด หากราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง เตือน GDP ปี 2569 มีโอกาสต่ำกว่า 2% พร้อมจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง
KEY
POINTS
- ดร.อัทธ์ ชี้ว่าความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกกลับมาผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทย (GDP) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่า 2%
- ผลกระทบต่อไทยเกิดจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน
วันนี้ ( 9 กรกฎาคม 2569) รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ว่า การปะทะรอบใหม่นี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเหนือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้
ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันหลักเสรีภาพในการเดินเรือ และไม่ต้องการให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทาง
เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานยังคงหลอกหลอนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะลงนามใน MOU เพื่อยุติการสู้รบชั่วคราว แต่การกลับมาปะทะกันอีกครั้งสะท้อนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกกลับมาผันผวน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน แม้จะยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลงจากความวิตกว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ
ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยง ศก.ไทยครึ่งปีหลัง
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2569 ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้
1.เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า ประมาณการ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่า 2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน หลังสิ้นสุดโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอลง และส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม
3.ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันเคยปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ต้นทุนพลังงานกลับมาสูงขึ้นอีก
ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
4.ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเป็นปัจจยัที่ต้องติดตาม นอกจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ไทยและต่างประเทศในระยะต่อไป
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด






