thansettakij
thansettakij
นายกฯ วิศวกรโครงสร้างแนะ แยก มอก. เหล็กIF สร้างความเชื่อมั่นการก่อสร้าง

นายกฯ วิศวกรโครงสร้างแนะ แยก มอก. เหล็กIF สร้างความเชื่อมั่นการก่อสร้าง

06 ก.ค. 69 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 08:05 น.

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้าง ชงข้อเสนอให้แยกมาตรฐาน มอก. ของเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF และ EF ออกจากกัน ป้องกันความเสี่ยงของอาคาร พร้อมแนะให้จำกัดการใช้เหล็ก IF ในอาคารขนาดเล็ก

KEY

POINTS

  • นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างเสนอให้แยกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF และ EF ออกจากกัน เพื่อให้วิศวกรสามารถเลือกใช้วัสดุได้เหมาะสมกับความเสี่ยงของอาคาร
  • ข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากความกังวลด้านการควบคุมคุณภาพของเหล็ก IF ซึ่งอาจมีสิ่งเจือปนส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง โดยเฉพาะในอาคารสูงหรืออาคารสาธารณะ
  • แนะแนวทางให้จำกัดการใช้เหล็ก IF ในอาคารขนาดเล็ก (ไม่เกิน 2-3 ชั้น) ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว และหลีกเลี่ยงการใช้ในโครงสร้างสำคัญที่ต้องการความปลอดภัยสูง

จากกรณีตึก สตง.ถล่ม นำมาสู่ข้อกังวล และความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับเหล็ก IF หรือ เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace) ซึ่งส่วนหนึ่งมองว่าควรห้ามใช้เหล็กจากเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับงานโครงสร้างอาคาร ให้เหลือเพียงการผลิตเหล็กเส้นกลม

ในขณะที่บางส่วนมองว่า ไม่เคยปรากฏข้อเท็จจริงถึงการใช้เหล็กที่ผลิตด้วยกรรมวิธี IF ตามมาตรฐานเดิมว่าเป็นสาเหตุของเหตุอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างถล่ม ดังนั้นหากมีข้อห้ามใช้เทคโนโลยีเตาหลอมเหล็กแบบ IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยทั้งหมด อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกระทบต่อแรงงานจำนวนมาก

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" เกี่ยวกับมาตรฐานเหล็ก IF ว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิศวกรรมที่สามารถยืนยันได้ว่าเหล็กจากเตา IF เป็นสาเหตุของการถล่มของอาคาร สตง. จึงยังไม่ควรเชื่อมโยงหรือสรุปโดยปราศจากข้อพิสูจน์ทางวิชาการ

"ผมไม่ได้บอกว่าไม่ใช่สาเหตุ หรือเป็นสาเหตุ แต่ ณ วันนี้ ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเหล็ก IF เป็นสาเหตุให้อาคาร สตง.ถล่ม ดังนั้นการพิจารณาประเด็นดังกล่าวควรตั้งอยู่บนหลักฐานและความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย" ดร.อมรกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ดร.อมรอธิบายว่า ในทางทฤษฎี เหล็กที่ผลิตจากเตา IF สามารถมีคุณภาพได้ หากใช้เศษเหล็กที่มีคุณภาพเป็นวัตถุดิบ และมีกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนที่มีประสิทธิภาพ แต่ในทางปฏิบัติ การควบคุมคุณภาพทำได้ยากกว่าเตาหลอมไฟฟ้าแบบ Electric Arc Furnace (EF) เนื่องจากวัตถุดิบมาจากเศษเหล็กหลากหลายแหล่ง ทั้งจากงานก่อสร้าง อุตสาหกรรมรถยนต์ และเครื่องจักร ซึ่งมีองค์ประกอบและสิ่งเจือปนแตกต่างกัน

ข้อกังวลสำคัญคือความสามารถในการกำจัดสิ่งเจือปนออกจากเนื้อเหล็ก หากยังมีธาตุแปลกปลอมหรือมลทินตกค้าง อาจส่งผลต่อคุณสมบัติของเหล็ก โดยเฉพาะการรับน้ำหนักของโครงสร้างที่ต้องรับแรงโยกไหว เช่น แผ่นดินไหว หรือการรับแรงที่ทำให้เกิดความล้า เช่น สะพานที่ต้องรับแรงรถบรรทุกวิ่งไป วิ่งกลับ เป็นต้น

แยกมาตรฐาน มอก. เหล็ก IF - เหล็ก EF

จากข้อกังวลดังกล่าว สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยเสนอให้แยกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กที่ผลิตจากเตา IF และเตา EF ออกจากกันอย่างชัดเจน จากเดิมที่ใช้มาตรฐานฉบับเดียวกัน แม้จะมีการประทับตราระบุประเภทการผลิตไว้บนผลิตภัณฑ์แล้วก็ตาม

ดร.อมรมองว่า การแยก มอก.เป็นคนละมาตรฐานและคนละรหัส จะช่วยให้ผู้ออกแบบ วิศวกร และเจ้าของโครงการสามารถเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับประเภทของอาคารและระดับความเสี่ยงได้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้กำหนดแนวทางการใช้งานเหล็ก IF ให้เหมาะสมกับลักษณะโครงสร้าง โดยเห็นว่าสามารถใช้กับอาคารขนาดเล็กหรืออาคารไม่เกิน 2–3 ชั้น ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวได้ แต่ไม่ควรนำไปใช้กับอาคารสูง อาคารสาธารณะ หรือโครงสร้างสำคัญที่ต้องรองรับความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก

ไม่ควรปิดกั้นผู้ผลิตเหล็กจากเตา IF

อย่างไรก็ตาม ดร.อมรย้ำว่า ไม่ควรปิดกั้นผู้ผลิตเหล็กจากเตา IF เพราะเทคโนโลยีการผลิตมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการสามารถแสดงหลักฐานเชิงวิชาการและพิสูจน์ได้ว่าสามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังข้อมูลอย่างเป็นธรรม

ประเด็นการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จัดโดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ โดยจะมีผู้ผลิตเหล็ก นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางของมาตรฐาน มอก. ในอนาคต

สำหรับข้อวิจารณ์ว่าการจำกัดการใช้เหล็ก IF อาจเข้าข่ายเป็นการกีดกันทางการค้านั้น ดร.อมรเห็นว่า การกำหนดมาตรฐานควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งความปลอดภัยของประชาชน การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และต้นทุนการก่อสร้างของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้