
นายกฯ เซ็นคำสั่งด่วนตั้ง ‘ปกรณ์’ สอบทุจริตสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 1 เดือนจบ
ด่วน นายกฯ อนุทิน เซ็นตั้ง คณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 68 มอบรองนายกฯ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เป็นประธาน รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน พร้อมสรุปใน 1 เดือน
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น
- มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการในการสอบสวน
- กำหนดกรอบเวลาให้คณะกรรมการฯ เสนอรายงานผลการตรวจสอบต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน และรายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน
พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ และจัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเข้มงวด ชัดเจน และโปร่งใสในทุกขั้นตอน สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ครบถ้วน โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการในระยะยาว
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณี การทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน
ส่วนกรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ก.พ.ร. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด
ขณะที่ เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ. ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. มอบหมาย จำนวน 2 คน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อย่างไรก็ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 และทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการ แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรีทุก 10 วัน
รายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เสนอมาตรการที่จำเป็นรวมทั้งข้อเสนอให้มีการแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุ เข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผล ต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติเช่นนี้อีกในอนาคต
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ความเห็น หรือส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็นหรือเกี่ยวข้องมาเพื่อตรวจสอบ รวมทั้งอาจเชิญบุคคลภายนอกและผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้
ต่อมา เวลา 16.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้าว่า การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทย เพราะมีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้นต่างกัน
โดยในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีการแต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวง ก็ได้มารายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว
เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้มารายงานในส่วนของหน่วยงานว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ด้วย ซึ่งทุกหน่วยงานต้องทำตามขอบเขตอำนาจ และหน้าที่คู่ขนานกัน
เมื่อถามว่าต้องให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนกรณีอื่น ๆ ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องมีขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนก็มีการเรียกมาให้มาช่วยราชการเพื่อขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งต้องยึดตามหลักกฎหมาย ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ ตรงไหนที่มีความชัดเจนก็ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ตรงไหนที่จะต้องใช้การสืบสวนสอบ สอบพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะมีแต่ละช่องแต่ละซอย ที่จะต้องไปดำเนินการ แต่ทุกอย่างกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป
เมื่อถามว่า ผลการสอบสวนในคณะกรรมการของนายปกรณ์ จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไรต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการสอบ ถ้าพลาดไปโดนใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย
พร้อมกับขอให้ลองนึกดูว่า หากมองดูก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีการจ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนในการดำเนินการต่าง ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องนำมาเป็นสารตั้งต้น ในการนำไปสู่การสอบสวน ซึ่งทุกรูปคดีที่ผิดกฎหมาย เริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกฎหมู่ ถ้าทำตามอำเภอใจได้ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา ฉะนั้นเราจะต้องทำตามกฎหมายให้มากที่สุด







