
5 ปัญหาใหญ่ 'สังคมผู้สูงอายุไทย' น่าเป็นห่วง โดดเดี่ยว-ไม่มั่นคง
TDRI ชี้ 5 ปัญหาใหญ่ สังคมผู้สูงอายุไทยน่าเป็นห่วง ทั้งความโดดเดี่ยวเพราะมักอยู่ตามลำพัง และไม่มั่นคง เพราะมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าการอยู่ร่วมกับความครัว และยังต้องการการดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยมีจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงต่อภาวะโดดเดี่ยวและขาดคนดูแล
- ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีภาระค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุด ทำให้เผชิญความไม่มั่นคงทางการเงิน เนื่องจากสวัสดิการจากรัฐอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- รูปแบบครอบครัวที่ลูกหลานดูแลผู้สูงอายุกำลังลดน้อยลง สวนทางกับความต้องการการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว จากบทความของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง “เกษียณในโลกใบใหม่: เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น” เผยให้เห็นถึงปัญหาที่เกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรไทยในอนาคต
ไทยเร่งสปีดสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
ปี 2537 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ที่ 5 ล้านคน ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 16.8 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่า เท่ากับว่าประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบเชิงลึกทั้งต่อมิติสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้แค่แก่ขึ้น แต่กำลังมีคนที่อายุยืนขึ้นจำนวนมากขึ้นด้วย นั่นคือกลุ่มคนอายุ 80 ปีขึ้นไปที่ขยายตัวสูงที่สุด โดยในปี 2537 มีจำนวนเพียง 4.3 แสนคน ในขณะที่ปี 2567 เพิ่มจำนวนเป็นเกือบ 2 ล้านคน รายละเอียดการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในแต่ละกลุ่มอายุมีดังนี้
- กลุ่มอายุ 61–70 ปี จำนวน 9,817,650 คน เพิ่มขึ้น 3.1 เท่าเมื่อเทียบกับปี37
- กลุ่มอายุ 71–80 ปี จำนวน 4,993,437 คน เพิ่มขึ้น 3.6 เท่าเมื่อเทียบกับปี37
- กลุ่มอายุ 81-90 ปี จำนวน 1,718,701 คน เพิ่มขึ้น 4.7 เท่าเมื่อเทียบกับปี37
- กลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไป จำนวน 249,838 คน เพิ่มขึ้น 4.0 เท่าเมื่อเทียบกับปี37
ผู้สูงวัยไทย โดดเดี่ยวมากขึ้น
การย้ายถิ่นของคนรุ่นลูกเพื่อทำงานในเมือง ค่านิยมความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลงทำให้มีลูกหลานดูแลน้อยลง รวมถึงการขยายตัวของเมืองที่ทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาแพงจนยากจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุไทยอยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มมากขึ้น
เมื่อ 30 ปีก่อน ผู้สูงอายุ 86 คน จาก 100 คนอยู่กับลูกหลาน แต่ในปี 2567 เหลือเพียง 65 คน และที่น่าเป็นห่วงคือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากประมาณ 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 8.8 เท่า
จากข้อมูลสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของครอบครัวไทยที่น่าเป็นห่วง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าลูกหลานทอดทิ้งเสมอไป แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยน เช่น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน การมีบุตรน้อยลง การแต่งงานช้าลง และต้นทุนการดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่สูงขึ้น จนทำให้การอยู่ร่วมกันหลายรุ่นไม่ใช่รูปแบบหลักเหมือนในอดีต
3 เฉดความเสี่ยง ผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเปราะบางที่สุด
ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุด โดยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 10,087 บาทต่อคนต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมอย่างชัดเจน เหตุผลหนึ่งคือ คนที่อยู่คนเดียวไม่สามารถเฉลี่ยต้นทุนกับสมาชิกคนอื่นในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย หรือค่าเดินทาง
อีกทั้งยังมีภาระการใช้ชีวิตทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า หากสุขภาพเริ่มถดถอย ความเสี่ยงด้านรายได้ไม่พอใช้ ความเหงา และการขาดผู้ดูแลจะยิ่งรุนแรง กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาอย่างมากในอนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง และมีแนวโน้มเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
ผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคน เสี่ยงเมื่อคนหนึ่งล้มป่วย
กลุ่มนี้มักเป็นคู่สมรสสูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่ากลุ่มอยู่คนเดียว อยู่ที่ประมาณ 7,055 บาทต่อคนต่อเดือน(ปี 2567) ข้อดีคือยังพอมีคนดูแลกันเองได้ แต่ความเสี่ยงคือเมื่อคนหนึ่งเจ็บป่วย อีกคนก็มักเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน การดูแลกันจึงมีข้อจำกัด และอาจเปลี่ยนจากคู่สูงวัยที่อยู่กันเองได้ ไปสู่คู่สูงวัยที่ทั้งสองฝ่ายต้องการการดูแล
กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป กับระบบดูแลระยะยาว
กลุ่มนี้คือหัวใจของโจทย์อนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุด และมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านการช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ การเคลื่อนไหว และการพึ่งพาตนเองหากประเทศไทยยังไม่มีระบบดูแลระยะยาวที่เข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ภาระจะตกอยู่กับครอบครัว ซึ่งในอนาคตเองก็มีขนาดเล็กลงและดูแลได้ยากขึ้น
5 ปัญหาในอนาคต
1. ผู้สูงอายุมีมากขึ้น และอยู่ลำพังมากขึ้น เมื่อการอยู่คนเดียวและอยู่กันสองคนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเรื่องความเหงา อาการซึมเศร้า การขาดคนช่วยเหลือยามฉุกเฉิน และการเข้าถึงบริการจะยิ่งรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่รายได้ไม่มาก
2. ครอบครัวจะรับภาระดูแลได้น้อยลง เพราะเมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กับลูกหลานลดลงต่อเนื่อง แปลว่าโมเดลดูแลแบบครอบครัวขยายกำลังอ่อนแรงลง หากรัฐและชุมชนไม่เข้ามาเสริม ภาระดูแลจะกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่
3. ความต้องการการดูแลเฉพาะทาง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปที่เพิ่มเร็วมาก หมายถึงความต้องการบริการดูแลระยะยาว การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ดูแล และบ้านที่เหมาะกับการใช้ชีวิตในวัยปลายจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
4. เงินคนชรายังไม่พอ เพราะค่าครองชีพใหม่ของผู้สูงอายุไม่ได้มีแค่อาหารและที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร และค่าจ้างช่วยเหลือจากภายนอกกลายเป็นรายจ่ายที่สำคัญขึ้น ชี้ว่าระบบสวัสดิการที่คิดแค่ให้เงินเบี้ยยังชีพขั้นพื้นฐานอาจจะไม่เพียงพอ
5. ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่คนเดียวมีต้นทุนต่อหัวสูงที่สุด ขณะที่ผู้สูงอายุวัย 80 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น หากรายได้ บำนาญ เงินออมหรือสวัสดิการรัฐไม่เพียงพอ คนกลุ่มนี้อาจเข้าสู่ภาวะเปราะบางอย่างรวดเร็ว





