
ชี้ชัด 'เงื่อนไขบำรุงรักษา' โครงการ Digital Skill 4 พันล้าน เสี่ยงล็อกสเปก
เปิดเบื้องลึก สพฐ. สั่งตั้งคณะทำงานด่วนจ่อรื้อโครงการ "Digital Skill" วงเงิน 4,000 ล้าน หลัง สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. ตรวจพบความเสี่ยง "ล็อกสเปก" พ่วงเงื่อนไข "ผูกขาดบำรุงรักษา" ถลุงงบระยะยาว หวั่นซ้ำรอยค่าโง่เทคโนโลยี ข้าราชการผวาโทษประจาน-อาญา จนต้องส่งสัญญาณถอยเช็กความคุ้มค่า
KEY
POINTS
- 3 องค์กรตรวจสอบ (สตง., ป.ป.ท., ป.ป.ช.) พบความเสี่ยงทุจริตในโครงการ Digital Skill ของ สพฐ. วงเงิน 4 พันล้านบาท โดยชี้ประเด็นการล็อกสเปก
- การล็อกสเปกถูกซ่อนไว้ใน "เงื่อนไขการบำรุงรักษา" ของ TOR ซึ่งจะจำกัดให้มีเพียงบริษัทเดียวที่สามารถซ่อมบำรุงระบบได้ในระยะยาว เป็นการผูกมัดภาครัฐ
- สพฐ. ได้ตั้งคณะทำงาน หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯสั่งให้ทบทวนโครงการอย่างเร่งด่วน และจะรีบสรุปภายในสัปดาห์หน้า
สถานการณ์ "โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล พัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ" ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อหน่วยงานตรวจสอบ 3 แห่ง นำโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผนึกกำลังเข้าตรวจสอบเชิงรุกต่อโครงการที่มีวงเงินสูงถึง 4,000 ล้านบาท
จากการตรวจสอบที่เน้นความโปร่งใสและความคุ้มค่า ทำให้ สพฐ. ต้องส่งสัญญาณทบทวนแผนงานอย่างหนัก เนื่องจากพบความเสี่ยงสูงในการกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ที่อาจเข้าข่าย "ล็อกสเปก" และการผูกขาดการบำรุงรักษาในอนาคต จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาทางเลือกและอาจถึงขั้นปรับลดขนาดโครงการลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง
3 องค์กรตรวจสอบบุกสแกน "บิ๊กโปรเจกต์" สพฐ. สกัดงบละลายแม่น้ำ
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วย พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการ ป.ป.ท. และผู้แทนจาก ป.ป.ช. ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหาร สพฐ. ที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการทุจริตในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณเกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อให้คำแนะนำเชิงป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่รัฐ
สำหรับบรรยากาศในการประชุมร่วมกันหน่วยงานตรวจสอบได้ตั้งประเด็นการตรวจสอบเข้มข้นใน 3 ด้านหลัก ภายใต้วัตถุประสงค์ "ตรวจอย่างครู ดูแลอย่างหมอ" ได้แก่
- ความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน (นักเรียน ครู ผู้ปกครอง)
- ความเหมาะสมของวงเงินงบประมาณ
- ความโปร่งใสของทีโออาร์และราคากลาง
สำหรับโครงการดังกล่าว สพฐ.รายงานต่อที่ประชุมว่าเป้าหมายคือระบบดิจิทัลที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำพอร์ตโฟลิโอให้นักเรียน ซึ่งเดิมที สพฐ. ออกแบบไว้ถึง 21 ฟีเจอร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาทั้งระบบ
แต่ปรากฏว่า สำนักงบฯได้หั่นงบฯทำให้ต้องปรับลดฟีเจอร์จากเดิม 21 ระบบ เหลือเพียง 13 หรือ 11 ระบบย่อย รวมถึงความเคลื่อนไหวทางงบประมาณที่พบว่า งบลงทุนปี 2569 จากเดิมที่ตั้งไว้ 300 ล้านบาท อาจถูกปรับลดเหลือประมาณ 220 ล้านบาท เนื่องจากกระบวนการจัดจัดจ้างที่ล่าช้าและความกังวลว่าจะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดการ
โครงการ The Digital Skill คืออะไร?
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมผู้แทน สพฐ.ได้บรรยายสรุปถึงโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล พัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) ว่า เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า โครงการนี้คือการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลทางการศึกษาเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนในสังกัด สพฐ. โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
- งบประมาณ: เป็นโครงการผูกพันงบประมาณปี 2569 - 2570 โดยวงเงินที่ได้รับจัดสรรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท (จากเดิมที่เคยเสนอไว้กว่า 4,000 ล้านบาท)
- องค์ประกอบระบบ: มีการพัฒนาระบบย่อยหรือฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันมีการปรับลดจาก 21 ฟีเจอร์ เหลือ 13 ฟีเจอร์หลัก (หรือ 11 ระบบย่อยที่ สพฐ. พัฒนาเอง)
- เทคโนโลยี: ครอบคลุมทั้งระบบการจัดการผู้ใช้ (User Management), แฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (E-Portfolio), ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ (Digital Learning) และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Cloud
โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่เป็น "Pain Point" ของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ดังนี้
1. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพียงใด
2. ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะค่าเรียนพิเศษที่มีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี และค่าใช้จ่ายในการจัดทำพอร์ตโฟลิโอเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยกว่า 1,000 ล้านบาท
3. แก้ปัญหาการขาดแคลนครูแนะแนว ปัจจุบันมีอัตราส่วนครูแนะแนวต่อนักเรียนเพียง 1 : 500 ซึ่งไม่เพียงพอ ระบบนี้จะเข้ามาช่วยในการวางแผนเส้นทางการศึกษาและอาชีพ
4. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เปลี่ยนจากการใช้สมุดพกแบบกระดาษมาเป็นระบบดิจิทัล เพื่อให้การเก็บข้อมูลผลงานและทักษะของนักเรียนมีความต่อเนื่อง
สำหรับประโยชน์ของโครงการนี้มุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่มหลัก
1.สำหรับนักเรียน ช่วยในการค้นหาความสนใจ ทักษะ และจุดแข็งของตนเอง เพื่อวางแผนการเรียนและอาชีพในอนาคต มีระบบเก็บสะสมผลงาน (Portfolio) ในรูปแบบมาตรฐาน เพื่อใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (เช่น รอบ TCAS) ได้อย่างสะดวกและลดต้นทุน และบันทึกเส้นทางการเรียนรู้ (Life Journey) ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย
2. สำหรับผู้ปกครอง สามารถติดตามพัฒนาการและความก้าวหน้าทางการศึกษาของบุตรหลานได้ผ่านระบบ ลดภาระค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเรียนพิเศษและการจ้างทำพอร์ตโฟลิโอ
3. สำหรับครู มีเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยลดภาระงานเอกสาร และช่วยในการแนะแนวนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นภาพรวมการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อการส่งเสริมที่ตรงจุด
นอกจากนี้ ในภาพรวมระดับประเทศ โครงการนี้ยังช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.), กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อให้การพัฒนากำลังคนของประเทศมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน
เปิดกลลวง "ล็อกสเปก" ผ่านการบำรุงรักษา-บีบรัฐเป็นทาสเอกชน
หน่วยงานตรวจสอบระบุว่า โครงการในลักษณะเดียวกันนี้ กระทรวง อว. ได้ยกเลิกทีโออาร์แล้ว จึงเสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภายนอก เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เพื่อใช้ระบบ Cloud หรือ AI ที่รัฐมีอยู่แล้ว แทนการลงทุนสร้างเองใหม่ทั้งหมดในราคาสูง
และประเด็นที่สร้างความตระหนกให้แก่คณะผู้บริหาร สพฐ. มากที่สุดคือคำเตือนเรื่อง "การล็อกสเปกเชิงเทคนิค" ที่ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในขั้นตอนการซื้อขาย แต่ไปซ่อนอยู่ในร่างทีโออาร์ ที่ระบุ "เงื่อนไขการบำรุงรักษา"
ตัวแทน สตง.ให้คำแนะนำว่าจากการตรวจสอบพบว่า มีเทคนิคการกำหนดสเปกที่ดูเหมือนเปิดกว้างในตอนแรก แต่กลับระบุคุณสมบัติเฉพาะที่ทำให้มีเพียงบริษัทต้นทางเท่านั้นที่จะเป็นผู้จำหน่ายอะไหล่หรือให้บริการซ่อมบำรุงระบบได้
พฤติการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น "การวางยา" ที่ทำให้หน่วยงานรัฐต้องตกเป็นทาสของบริษัทเอกชนไปตลอดระยะเวลาการใช้งานระบบ เพราะไม่มีใครสามารถเข้ามาดูแลต่อได้นอกจากบริษัทเดิม
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่า เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากใช้เวลาจัดจ้างนานหรือทำระบบที่ใหญ่เกินความจำเป็น ระบบอาจล้าสมัยตั้งแต่วันที่เริ่มเปิดใช้งาน
รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการเข้าถึง Source Code และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียนและครูจำนวนมหาศาล ซึ่งหากรั่วไหลผู้บริหารสูงสุดคือเลขาธิการ สพฐ. จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงทั้งทางแพ่งและอาญา
สัญญาณถอย สพฐ. รื้อแผนลดฟีเจอร์-หั่นงบหนีความเสี่ยง
หลังได้รับคำเตือน ตัวแทน สพฐ. เริ่มส่งสัญญาณถอย เพื่อความปลอดภัยของข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน โดยเลขาธิการ สพฐ. ได้แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้มีการทบทวน จึงต้องตั้งคณะทำงานด่วนเพื่อศึกษาและสรุปภายในสัปดาห์หน้าเพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป
โทษหนัก "ประจานผู้บริหาร-คุกมาตรา 157" บีบข้าราชการถอยเช็ก TOR
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในการประชุมช่วงหนึ่งมีการหยิบยกประเด็น "โทษทางวินัยและอาญา" ขึ้นมาย้ำเตือนข้าราชการหากพบความบกพร่องร้ายแรงในการติดตามความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นหัวหน้าหน่วยงานยังมีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบตามมาตรา 157 หากปล่อยให้มีการทุจริตหรือล็อกสเปกเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของตน
"เราไม่อยากให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงานต้องติดคุกเพียงเพราะความไม่รู้ หรือการถูกหลอกให้เซ็นชื่อในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และความโปร่งใสกับความคุ้มค่าเป็นคนละเรื่องกัน การซื้อของถูกแต่ใช้งานไม่ได้ถือเป็นความสูญเสียของชาติอย่างรุนแรง" ตัวแทนจากหน่วยงานตรวจสอบ ระบุ
จากนั้น เลขาฯ สพฐ.เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีมติให้จัดตั้ง สพฐ.คณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษารายละเอียด รับฟังความคิดเห็น และจัดทำข้อเสนอทางเลือกต่าง ๆ ก่อนเสนอให้ผู้บริหารระดับกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาต่อไป
ผู้ว่าฯ สตง. ยืนยันว่าการเข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าวเป็นไปในลักษณะ เชิงแนะนำ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และป้องกันความเสียหายต่อภาครัฐ ไม่ใช่การสั่งระงับหรือให้ยกเลิกโครงการ
"การตรวจสอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐในการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล ลดความเสี่ยงด้านการทุจริต และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณของรัฐ ไม่ได้มีเจตนาระงับหรือยกเลิกโครงการ แต่ต้องการเสนอแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล"
เตือนระวังการจัดซื้อจัดจ้าง ห้ามล็อกสเปกเอื้อเอกชน
สตง. ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่เกี่ยวกับด้านไอทีดิจิตอล โดยยอมรับว่าหลายหน่วยงานภาครัฐยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง จึงสามารถขอคำปรึกษาหรือองค์ความรู้จากภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลหรือความรู้จากภาคเอกชนมาใช้ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม







