
จับตาUNCLOS ชี้ชะตาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” เริ่มวงเจรจารอบใหม่
กัปตันบัณฑิต เผยกระบวนการประนอมข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เดินหน้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คัดเลือก “ประธาน” ภายใน 30 วัน พร้อมชี้ไทย-กัมพูชายังมองต่างมุม
KEY
POINTS
- ไทยและกัมพูชาเริ่มกระบวนการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลรอบใหม่ภายใต้กรอบกฎหมาย UNCLOS โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายละ 2 คนแล้ว และอยู่ระหว่างการคัดเลือกประธาน
- ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนต่างกัน โดยไทยต้องการปักปันเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจนเพื่อยุติข้อพิพาท ขณะที่กัมพูชาต้องการคงพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนไว้เพื่อพัฒนาทรัพยากรพลังงานร่วมกัน
- คณะกรรมาธิการจะจัดทำข้อเสนอแนะภายใน 12 เดือน ซึ่งแม้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจากันต่อไป หากไม่สำเร็จข้อพิพาทอาจถูกยกระดับสู่กระบวนการทางศาล
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อน ไทย–กัมพูชา โดยปรับแนวทางใหม่ไปใช้ กรอบกฎหมายสากล UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล) เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา
หลังจากนั้นนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศ
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กัปตันบัณฑิต หรือนายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทร และนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ ได้เปิดเผยว่าขณะนี้ทั้งสองประเทศได้แต่งตั้งกรรมาธิการประนอมครบทั้ง 4 คนแล้ว ฝ่ายละ 2 คน เหลือเพียงการคัดเลือกประธานกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลกลางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย
“ขั้นตอนสำคัญในเวลานี้คือการเลือกประธานกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่ไทยแจ้งกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หากไม่สามารถตกลงกันได้ เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้ง” กัปตันบัณฑิตกล่าว
เทียบฟอร์มกรรมาธิการประนอม ไทย-กัมพูชา
สำหรับกรรมาธิการประนอมที่ฝ่ายไทยได้แต่งตั้งไปแล้ว ประกอบด้วย Rüdiger Wolfrum และ Albert J. Hoffmann ซึ่งทั้งสองคนเป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ ITLOS ซึ่งเป็นศาลสำคัญในระบบกฎหมายทะเลของ UNCLOS
ฝ่ายไทยจึงมีจุดแข็งมากในด้านกฎหมายทะเลเชิงสถาบัน โดยเฉพาะประเด็นเขตอำนาจ เส้นฐาน จุดฐาน เกาะ ไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และหลักความเป็นธรรมในการกำหนดเขตทางทะเล ขณะเดียวกัน Wolfrum มีประสบการณ์ตรงในกระบวนการประนอม Timor Sea ด้วย จึงทำให้ภาพของฝ่ายไทยไม่ใช่เป็นเพียง “สายศาล” เท่านั้น
ด้านกัมพูชาแต่งตั้ง Peter Taksøe-Jensen และ Jean-Marc Thouvenin ซึ่งเป็นการเลือกที่มีความหมายทางยุทธศาสตร์เช่นกัน
Taksøe-Jensen เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศของเดนมาร์ก เคยดำรงตำแหน่ง Assistant Secretary-General for Legal Affairs ของสหประชาชาติ และเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กมาก่อน
จุดสำคัญที่สุดคือ Taksøe-Jensen เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมในคดี Timor Sea Conciliation ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สุดของการใช้ compulsory conciliation ภายใต้ UNCLOS และนำไปสู่สนธิสัญญาเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศในปี 2018
ด้าน Jean-Marc Thouvenin เป็นศาสตราจารย์กฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศส และเป็นเลขาธิการ The Hague Academy of International Law จุดแข็งคือการจัดประเด็นทางกฎหมายให้เป็นระบบ และทำให้ข้อเรียกร้องของรัฐถูกนำเสนอในภาษากฎหมายระหว่างประเทศที่มีน้ำหนัก
ทั้ง 2 รายชื่อนี้สะท้อนว่ากัมพูชากำลังให้ความสำคัญกับ “โมเดลติมอร์” กล่าวคือ ใช้กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เพื่อดึงข้อพิพาทที่เจรจาทวิภาคีไม่คืบหน้าเข้าสู่กรอบสากล สร้างแรงกดดันทางกฎหมายและการทูต และทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเจรจาระหว่างสองประเทศแบบเดิม
เจรจาไม่ง่าย "ไทย-กัมพูชา" มองต่างมุม
กัปตันบัณฑิตอธิบายว่า บทบาทของคณะกรรมาธิการประนอมคือ การรับฟังข้อมูลและเหตุผลจากทั้งสองฝ่าย ก่อนจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกของข้อพิพาทภายในระยะเวลา 12 เดือน โดยกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามภาคผนวกที่ 5 (Annex V) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันคือแนวทางจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยฝ่ายไทยต้องการให้มีการปักปันเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และทะเลอาณาเขต เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ของตนได้โดยไม่เกิดข้อพิพาทในอนาคต
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีแนวคิดให้คงพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนไว้ และจัดทำกลไกแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานร่วมกัน คล้ายรูปแบบความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียในอดีต
“ไทยต้องการให้การแบ่งเขตแดนจบอย่างชัดเจน ส่วนกัมพูชามองว่าพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เจรจาเพื่อแบ่งปันทรัพยากรพลังงานร่วมกันได้” กัปตันบัณฑิตกล่าว
หากครบกำหนด 12 เดือนแล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ คณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานเสนอแนะเพื่อกำหนดกรอบการเจรจาต่อไป แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับแนวเขตหรือข้อเสนอใดโดยตรง
ขั้นตอนต่อไป หากเจรจา 1ปียังไม่จบ
รายงานเชิงแนะนำ" (Recommendation Report) จากชั้นกรรมาธิการประนอม จะทำหน้าที่เป็น "กรอบ" (Framework) ที่ชัดเจนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายนำไปใช้เจรจากันต่อ แต่ไม่ใช่คำตัดสินที่มีผลผูกพันเหมือนคำพิพากษาของศาล
แต่มีสภาพบังคับในแง่ที่ว่าคู่กรณี "หลีกหนีการเจรจาไม่ได้" และต้องเจรจาภายใต้กรอบที่แนะนำมานั้น หากกระบวนการประนอมดำเนินไปจนจบแล้วยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ตามคำแนะนำ ข้อพิพาทอาจถูกยกระดับไปสู่กระบวนการทางศาลในที่สุด
เทียบเคส ติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย กับไทย-กัมพูชา
กัปตันบัณฑิตยังมองว่า กรณีไทย-กัมพูชามีความซับซ้อนมากกว่ากรณีศึกษาระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย เนื่องจากมีทั้งประเด็นเขตแดนทางทะเลและเขตแดนบนบกเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดตราด และพื้นที่ชายแดนที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองและความมั่นคง
ทั้งนี้ เห็นว่าบทบาทของประธานกรรมาธิการจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกระบวนการประนอม เพราะนอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังต้องมีทักษะด้านการทูตและการสร้างฉันทามติระหว่างสองประเทศ เพื่อผลักดันให้การเจรจาเดินหน้าและหลีกเลี่ยงการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศในอนาคต





