
เจาะวิสัยทัศน์ ‘อนุชา บูรพชัยศรี’ ชิงผู้ว่าฯ กทม. ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ปิดช่องคอรัปชั่น
‘อนุชา บูรพชัยศรี’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โชว์วิสัยทัศน์ดีเบตโค้งสุดท้าย งัด 5 นโยบายหลักพลิกโฉมเมืองหลวง ผุดไอเดียเพิ่มรายได้เก็บภาษีโรงแรมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดัน Soft Power หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว 12 เทศกาล จ่อล้างบางทุจริตคอรัปชั่น ดันตั๋วร่วมลดค่าครองชีพคนกรุงเทพฯ
KEY
POINTS
- เสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยการจัด 12 เทศกาลตลอดทั้งปี และพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนริมคลองโดยชูวิถีชีวิตและเรื่องราวเป็นจุดขาย
- ประกาศนโยบายขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน โดยนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความโปร่งใส ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและแจ้งเบาะแสเพื่อปิดช่องโหว่
- ชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้คนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยและวินมอเตอร์ไซค์ ควบคู่กับการลดค่าครองชีพด้วยระบบตั๋วร่วม
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในเวทีดีเบต Nation Election DEBATE: ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง จัดโดยเนชั่นทีวี ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ว่า สำหรับวิสัยทัศน์และนโยบายในการพัฒนาเมืองหลวง โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามถึงชาวกรุงเทพฯ ว่า วันนี้เราคิดว่ากรุงเทพฯ ดีพอแล้วหรือ ยัง ปัจจุบันพบว่ากรุงเทพฯยังพบปัญหาเรื้อรัง ทั้งเรื่องรถติด น้ำท่วม ขยะ เศรษฐกิจ ฝุ่น และการทุจริตคอร์รัปชัน ยังคงมีอยู่ โดยเสนอ 5 นโยบายหลักที่จะทำให้ชีวิตคนกรุงดีขึ้น ดังนี้
สแกน 5 นโยบาย แก้จราจร-ปิดช่องทุจริต
สำหรับนโยบายแรก คือ การเดินทางสะดวก โดยปฏิรูประบบขนส่งมวลชน นายอนุชา ระบุว่า เราได้ตั้งเป้าหมายที่จะจัดระเบียบรถเมล์ ขสมก. ให้กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถจัดการเส้นทางได้อย่างเบ็ดเสร็จ เช่น ระบบขนส่งมวลชนรอง หรือ Feeder รวมถึงการจัดให้มีรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ในตรอกซอกซอย และเรือในคลองต่างๆ เพื่อรับส่งคนจากหน้าบ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก
ทั้งนี้ยังมีเป้าหมายนำคนเดินออกมาจากบ้านไม่เกิน 100 เมตร สามารถเจอ ระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ หรือเรือโดยสารเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนหลักได้ และนำระบบเทคโนโลยี AI มาใช้บริหารจัดการจราจรทั้งระบบเพื่อลดความแออัด ตลอดจนการผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
ต่อมานโยบายที่สอง บ้านเมืองสะอาด โดยมุ่งเน้นการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างและติดตั้งระบบวัดค่ากลิ่นบริเวณโรงกำจัดขยะ เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม รวมถึงนำขยะมูลฝอยไปผลิตเป็นพลังงาน และตั้งเป้าลดการฝังกลบให้หมดไปเพื่อลดมลภาวะ โดยย้ำว่าผู้อยู่อาศัยรอบโรงกำจัดขยะต้องไม่ต้องอดทนกับมลพิษอีกต่อไป
นายอนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายที่สาม เป็นการยกระดับสวัสดิการและสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบางและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เบื้องต้นกทม. จะจัดสร้างบ้านพักคนชราเองแบบพักค้างคืน ไม่ใช่เพียงแค่ Day Use เพื่อรองรับจำนวนผู้รอคิวที่มีเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะนำพื้นที่ว่างเปล่าของทั้งรัฐและเอกชนมาพัฒนาเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของชุมชน
ขณะเดียวกันจะจัดตั้งศูนย์สาธารณสุข 70 แห่ง เพื่อยกระดับศูนย์สาธารณสุขเดิมให้ดีขึ้น โดยใช้บุคลากรทางการแพทย์ที่ กทม. ผลิตเองมาเสริมทัพ และผลักดันเครือข่ายคลินิก เชื่อมโยงข้อมูลฐานการรักษากับคลินิกใกล้บ้านและโรงพยาบาลใหญ่เพื่อความรวดเร็วในการส่งต่อผู้ป่วย
ขณะที่นโยบายที่สี่ คือ เศรษฐกิจดี ที่ลดความเหลื่อมล้ำและจัดระเบียบอาชีพ มุ่งสร้างรายได้ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เช่น หาบเร่แผงลอย นายอนุชา ยืนยันว่าต้องอยู่คู่กรุงเทพฯ ต่อไป แต่จะใช้การสแกนพื้นที่แต่ละเขตเพื่อจัดระเบียบตามความเหมาะสม โดยใช้มาตรฐานเดียวกันให้มีความครอบคลุมทั้งหมด ตลอดจนการจัดวินมอเตอร์ไซค์ ระบบให้เรียบร้อยผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อลดปัญหาการกระทบกระทั่งกับผู้ให้บริการไรเดอร์อื่นๆ เช่น Grab
ส่วนนโยบายที่ห้า คือ ความโปร่งใสไร้การทุจริต สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นายอนุชา ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องนี้ โดยประกาศว่าเรื่องสำคัญ การทุจริตคอรัปชั่นจะไม่มีอีกเด็ดขาดในกรุงเทพมหานคร โดยจะนำเทคโนโลยีจากแพลตฟอร์มส่องรัฐ มาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและแจ้งเบาะแสความผิดปกติได้ และมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อเข้าไปตรวจสอบจุดที่น่าสงสัยเพื่อกำจัดการทุจริตให้หมดสิ้นไป
“กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ต้องแก้ปัญหา แต่ต้องเดินหน้าสร้างความหวังและอนาคต ถ้าเราสร้างปัญหาแก้ปัญหาอย่างเดียว กรุงเทพฯ ไม่ไปไหนเท่ากับย่ำอยู่กับที่ ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้แน่นอน" นายอนุชา กล่าว
เปิดแนวทางแก้ความจน
ทั้งนี้ในช่วงที่สองของการดีเบตผู้ว่ากทม.นั้น หลังจากได้รับโจทย์คำถามเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนกรุงเทพมหานคร นายอนุชา ได้เน้นย้ำว่าปัญหาความยากจนในมุมมองของพรรคไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการไร้ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาการหาเช้ากินค่ำของประชาชนในหลายส่วน
สำหรับแนวทางสำคัญเริ่มต้นจากการสนับสนุนคนตัวเล็กตัวน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าขายในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีการจัดระเบียบพื้นที่การค้าให้ชัดเจนผ่านการลงทะเบียนรายโซนและรายพื้นที่ มีการสำรวจความกว้างของทางเท้าเพื่อตีเส้นแบ่งสัดส่วนพื้นที่ระหว่างทางสัญจรกับพื้นที่ขายของให้เป็นระเบียบ
ทั้งนี้หากมีการฝ่าฝืนจะต้องมีมาตรการลงโทษหรือค่าปรับที่ชัดเจน เพื่อให้ Street Food ยังคงอยู่ได้โดยไม่กระทบต่อส่วนรวม นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ให้เข้าสู่ระบบการจดทะเบียนที่เรียบร้อยภายใต้การดูแลของสำนักงานเขต
เก็บภาษีต่างชาติ อุ้มชาวกรุงฯมีรายได้
ส่วนของการสร้างรายได้และโอกาส นายอนุชาเสนอให้มีการขยายศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพและกว้างขวางขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่ต้องการพัฒนาทักษะไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัว หลังจากพบว่าศูนย์ฝึกอาชีพในปัจจุบัน เช่น ในเขตมีนบุรี มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากแต่สถานที่ยังคับแคบ
ขณะเดียวกันในภาคธุรกิจจะเน้นการลดภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการประกาศสงครามกับเงินใต้โต๊ะหรือค่าธรรมเนียมที่ไม่โปร่งใส เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้โดยไม่มีภาระส่วนเกิน
สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่เกษียณอายุแล้ว เรามีนโยบายที่จะเชิญชวนมาลงทะเบียนเพื่อนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มาช่วยงานของกรุงเทพมหานคร โดยจะมีเบี้ยเลี้ยงตอบแทนให้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จิตอาสา เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้และรู้สึกมีคุณค่า
นายอนุชา กล่าววต่อว่า อีกปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนคือ การลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเราเสนอให้มีการผลักดันระบบตั๋วร่วม หรือบัตรใบเดียวที่สามารถใช้ได้กับระบบขนส่งทุกโหมด และต้องมีการลดค่าแรกเข้า โดยกรุงเทพมหานครจะต้องเข้าไปเป็นเจ้าภาพร่วมดำเนินการ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระดับชาติเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องอาชีพของคนไทยจากการถูกแย่งอาชีพโดยกลุ่มทุนเทาหรือแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาค้าขายผิดกฎหมาย โดยจะมีการตรวจสอบการปล่อยเช่าช่วงพื้นที่ค้าขายอย่างเข้มงวดและลงทะเบียนให้ชัดเจนเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้ประกอบอาชีพอย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ดีการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปได้ นายอนุชา ได้เสนอแนวทางการเพิ่มรายได้ให้กับกรุงเทพมหานคร โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับคนกรุงเทพฯ เช่น การปรับปรุงการเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Hotel Tax) ซึ่งจะช่วยให้ กทม. มีงบประมาณเพียงพอในการบริหารจัดการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามเป้าหมายที่ต้องการให้คนกรุงเทพฯ หายจนอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าปัญหาความจนเหล่านี้ เราจะสามารถเริ่มแก้ไขดำเนินการได้ในทันที
กางแผนปลุกท่องเที่ยว ดัน 12 เทศกาล
ขณะเดียวกันในช่วงโจทย์คำถามจากเนชั่นทีวี ถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานคร นายอนุชา กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯนั้น โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างกิจกรรมให้น่าสนใจตลอดทั้งปี และการใช้เสน่ห์ของชุมชนเป็นจุดขายหลักเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
นายอนุชา ระบุว่า นอกเหนือจากเทศกาลหลักที่รู้จักกันดีอย่างสงกรานต์ในเดือนเมษายน หรือตรุษจีนในช่วงต้นปีแล้ว กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีเทศกาลท่องเที่ยวตลอด 12 เดือน สำหรับด้านอาหาร (Street Food) จะมีการวางแผนจัดกิจกรรมในมุมต่างๆ ของเมือง โดยถอดบทเรียนจากต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่าย่านไหนต้องชิมอะไร เพื่อให้เกิดกระแสไวรัลและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องมาตามรอยในแต่ละตลาด
ด้านศิลปะและดนตรี จะส่งเสริมงานศิลปะที่ไม่จำกัดอยู่แค่บนกำแพง แต่ต้องมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ เช่น ย่านเจริญกรุง และทรงวาด ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงการจัดเทศกาลดนตรี (Music Festival) เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยว
ชี้ Soft Power รูปแบบใหม่
ส่วนของนโยบาย Soft Power นายอนุชาได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดในการผลักดันวัฒนธรรมประเพณีไทยในลักษณะที่ยัดเยียดหรือเป็น Hard Sale มากเกินไป
"เมื่อไหร่ที่เราพยายามที่จะผลักดัน หรือพยายามที่จะบังคับ จะทำให้สิ่งตรงนั้นไม่เกิดแน่นอน เพราะ Soft Power คือการโน้มน้าวใจและให้ข้อมูลแบบเนียนๆ ไม่ใช่ไปบังคับเขา" นายอนุชา กล่าว
ปลุกเสน่ห์ชุมชนริมคลอง
นายอนุชายังมีแผนที่จะนำประวัติศาสตร์อันยาวนานของกรุงเทพฯ มาสร้างจุดขาย เช่นเดียวกับเมืองท่องเที่ยวในสเปน ญี่ปุ่น หรือจีน ที่มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวแต่งกายชุดพื้นเมืองเข้าชมสถานที่สำคัญ
นายอนุชา กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ในชุมชนริมคลองแถบ ภาษีเจริญและบางแค พบว่ามีชุมชนที่น่าพัฒนาอีกมากแต่ยังขาดการดูแล โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำมาใช้คือ 1.การขายวิถีชีวิต (Way of Life) โดยไม่จำเป็นต้องเน้นการก่อสร้างสิ่งปลูกใหม่มากมาย แต่ใช้ความสวยงามของบ้านเรือนและวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นจุดขาย
2.การสร้างเรื่องราว (Storytelling) การทำให้ชุมชนมีเรื่องราวที่น่าสนใจจะช่วยสร้างเสน่ห์และดึงดูดคนให้เข้ามาถ่ายรูปและท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น
นายอนุชา ทิ้งท้ายว่าการสร้างเสน่ห์ให้ชุมชนเห็นคุณค่าในตัวเองและการมีเรื่องราวที่น่าติดตาม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน






