
NUS ชี้ “ทุนความน่าเชื่อถือ” แต้มต่อไทย รับเกมจัดระเบียบโลกใหม่
คณบดี NUS Business School มองไทยมี “ทุนของความน่าเชื่อถือ” ช่วยเพิ่มแต้มต่อในยุคห่วงโซ่อุปทานโลกปรับทิศ เร่งพัฒนาผู้นำ ดิจิทัล และทักษะแรงงาน รับแรงกดดันเศรษฐกิจ–AI
KEY
POINTS
- ศาสตราจารย์จาก NUS ชี้ว่า “ทุนความน่าเชื่อถือ” ของไทยในฐานะพันธมิตรที่เป็นกลางและมีเสถียรภาพ เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่
- ความน่าเชื่อถือของไทยกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ดึงดูดการลงทุน ในขณะที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตที่มั่นคงเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- โจทย์สำคัญของไทยคือการแปรเปลี่ยนความน่าเชื่อถือให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่จับต้องได้ เพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
ศาสตราจารย์ แอนดรูว์ เค. โรส Distinguished Professor และคณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NUS Business School แสดงทัศนะว่า ชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะพันธมิตรระดับภูมิภาคที่มีความน่าเชื่อถือ วางตัวเป็นกลาง และมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประเทศต่าง ๆ อาจกลายเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย
มุมมองดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุน โดยภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังทบทวนว่าจะลงทุน ตั้งฐานการผลิต และขยายกิจการไปยังประเทศใด เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น
ศาสตราจารย์โรส ระบุว่า กลุ่มเศรษฐกิจที่มี “ทุนความน่าเชื่อถือ” ในระดับนานาชาติ และมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค จะมีความได้เปรียบเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทข้ามชาติต้องการฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพ คาดการณ์ได้ และไม่ถูกผูกติดกับความขัดแย้งของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
“ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ในโลกที่การจับขั้วพันธมิตรกำลังแปรเปลี่ยน และห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยใช้เวลาหลายทศวรรษในการบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งทั้งในเอเชียและเวทีสากล รากฐานที่มั่นคงดังกล่าวจึงทวีมูลค่ามากขึ้นในยุคแห่งความผันผวนและความไม่แน่นอน” ศาสตราจารย์โรส กล่าว
เศรษฐกิจไทยอยู่บนจุดเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความต้องการของตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่ชะลอตัว และการเข้ามาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจหลักหลายอุตสาหกรรม
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประจำเดือนเมษายน 2569 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5% สะท้อนภาพการเติบโตที่ยังมีข้อจำกัด เมื่อเทียบกับแรงเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในภูมิภาค
ศาสตราจารย์โรส มองว่า ช่วงเวลาแห่งแรงกดดันและการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย หากภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถใช้จังหวะดังกล่าวในการปรับยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
“ระบบเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ศักยภาพความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความสามารถในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตในทศวรรษหน้าไปครองได้สำเร็จ” ศาสตราจารย์โรส กล่าว
AI เร่งโจทย์ใหม่ องค์กรไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ใช้เทคโนโลยี
ทัศนะดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธุรกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งลงทุนด้าน AI การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก
ผลการศึกษา SEA AI at Work 2026 ของ Milieu Insight ซึ่งสำรวจความคิดเห็นคนทำงาน 3,000 คน ใน 6 ตลาดอาเซียน รวมถึงประเทศไทย พบว่า ค่าเฉลี่ยทั้งภูมิภาค 53% กังวลเรื่องการพึ่งพา AI มากเกินไป ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้กังวลประเด็นนี้อยู่ที่ 55%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า องค์กรไทยไม่สามารถมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นคำตอบสำเร็จรูปของการทำธุรกิจยุคใหม่เท่านั้น แต่จำเป็นต้องยกระดับบทบาทจากการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็นองค์กรที่สามารถกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาว
พัฒนาผู้นำ–ทักษะดิจิทัล คือหัวใจการแข่งขัน
ศาสตราจารย์โรส เน้นย้ำว่า การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถพึ่งพามาตรการเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่บริษัทข้ามชาติ รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME จำเป็นต้องวางกลยุทธ์การปรับตัว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและผู้นำองค์กร
โจทย์ใหญ่ไทย แปลงความน่าเชื่อถือเป็นสินทรัพย์การแข่งขัน
ศาสตราจารย์โรส ทิ้งท้ายว่า “ทุนความน่าเชื่อถือ” ของประเทศไทยยังคงมีอยู่ และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่อาเซียนกำลังปรับโครงสร้างบทบาทใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก
โจทย์สำคัญของไทยจากนี้ คือ การแปรเปลี่ยนความน่าเชื่อถือดังกล่าวให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการยกระดับทักษะของผู้นำรุ่นใหม่
สำหรับภาคธุรกิจไทย องค์กรที่สามารถใช้ความน่าเชื่อถือเป็นฐานในการสร้างพันธมิตร ควบคู่กับการพัฒนาทีมผู้นำที่เข้าใจภูมิภาค เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก จะมีโอกาสเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป
ด้านนางสาวอุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ทัศนะว่า องค์กรไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และความพร้อมในการใช้ AI ในเชิงปฏิบัติ มากกว่าการมองเทคโนโลยีเป็นคำตอบสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
“เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไป ธุรกิจไทยที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งด้านบุคลากรตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากกว่า”
สิงคโปร์ประตูพัฒนาผู้นำไทยสู่ภูมิภาค
ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการศึกษาของเอเชีย สิงคโปร์ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงบุคลากรทักษะสูงและองค์กรไทยเข้ากับเครือข่ายความรู้ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจต้องการผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยี ตลาดทุน การค้า และความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้บริหารและบุคลากรทักษะสูงของไทยเข้าร่วมหลักสูตร MBA, MSc และหลักสูตรสำหรับผู้บริหารของ NUS Business School รวมถึง Stanford–NUS Executive Programme และหลักสูตรพัฒนาความเป็นผู้นำระดับสูงที่จัดร่วมกับพันธมิตรทางวิชาการและภาคอุตสาหกรรมระดับโลก
NUS Business School ระบุว่า ยอดการสมัครเข้าเรียนของนักศึกษาชาวไทยยังคงมีความต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการของบุคลากรไทยที่ต้องการเพิ่มประสบการณ์ระดับภูมิภาค และยกระดับทักษะผู้นำให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล







