thansettakij
thansettakij
อุดรธานีลุ้นเหมืองโปแตซ 7.7 หมื่นล้าน ‘วราวุธ’ ชี้เป้าลดต้นทุนปุ๋ยเกษตรกรไทย

อุดรธานีลุ้นเหมืองโปแตซ 7.7 หมื่นล้าน ‘วราวุธ’ ชี้เป้าลดต้นทุนปุ๋ยเกษตรกรไทย

19 มิ.ย. 69 | 07:45 น.
อัปเดตล่าสุด :19 มิ.ย. 69 | 07:46 น.

เปิดแผนเหมืองโปแตซอุดรฯ ปั้นรายได้รัฐกว่า 77,000 ล้านบาท วราวุธชี้เป้าลดต้นทุนปุ๋ยเกษตรกรไทย เดินหน้า Green Mining ทุ่มกองทุนชุมชน 3,100 ล้านบาท สร้างรายได้ยั่งยืน

KEY

POINTS

  • กระทรวงอุตสาหกรรมหนุนโครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตแม่ปุ๋ย และช่วยลดต้นทุนราคาปุ๋ยในประเทศให้เกษตรกรไทย
  • คาดว่าโครงการจะสามารถสร้างรายได้ให้รัฐและท้องถิ่นในรูปแบบค่าภาคหลวงและภาษีมูลค่ากว่า 77,000 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ
  • โครงการจะดำเนินการในรูปแบบเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining) โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากเยอรมนีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน
  • คาดว่าจะเริ่มการผลิตแร่โปแตชได้จริงในปี 2573 หลังได้ผู้ร่วมทุนและดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ

19 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังลงพื้นที่เหมืองแร่โปแตซของ บริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) จังหวัดอุดรธานีว่า จากข้อมูลของ APPC พบว่า โครงการเหมืองแร่โปแตซดำเนินการเพื่อผลิตแม่ปุ๋ยโปแตซเซียมที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่ปุ๋ยเคมี ครอบคลุมพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ 26,400 ไร่ซึ่งการที่โปแตซสะสมอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่า จากเกลือที่ทับถมกันจนกลายเป็นหิน ต้องผ่านสภาวะอะไรทั้งหลายมากมาย ฉะนั้น ต้องทำให้เกิดประโยชน์ให้ได้สูงสุดและคำนึงถึงคนในพื้นที่ต้องไม่ได้รับผลกระทบและต้องอยู่ได้เป็นปกติ 

จากการรับฟังรายงานของบริษัทแล้วเชื่อว่า มีความตั้งใจในการประกอบกิจการที่คำนึงถึงชุมชนรอบข้างอย่างจริงจัง มีการใช้หลักในการบริหารงาน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ

การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดำเนินการด้วยหลัก ESG ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส การสร้างคุณค่าร่วมกันทั้งองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนรับฟังความคิดเห็นต่างๆด้วย

ต้องคำนึงถึงชุมชนรอบข้าง

ทั้งนี้ การประกอบกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนต้องคำนึงถึงชุมชนรอบข้างเป็นอันดับแรกๆ การทำเหมืองอาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแต่ผู้ประกอบการได้มีการดูแลชุมชนรอบข้าง ทั้งเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ การเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน รวมไปถึงการดูแลตรวจสุขภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความพึงพอใจ สถานประกอบการก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข สิ่งนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการประกอบการ

อุดรธานีลุ้นเหมืองโปแตซ 7.7 หมื่นล้าน ‘วราวุธ’ ชี้เป้าลดต้นทุนปุ๋ยเกษตรกรไทย

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินโครงการเหมืองแร่ของ APPC เป็นการยกระดับสู่ Green Mining หรือเหมืองแร่สีเขียวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการนำเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกมาใช้ในการออกแบบ เพื่อลดผลกระทบทางกายภาพให้เหลือน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดสำคัญ ประกอบด้วย

  • เทคนิคห้องสลับเสาค้ำยัน (Room and Pillar) เลือกใช้วิธีการทำเหมืองที่เหมาะสมกับธรณีวิทยาของชั้นแร่โปแตชที่มีความหนาเฉลี่ย 3.8 เมตร และอยู่ลึกลงไป 240-380 เมตรจากผิวดิน โดยจะขุดแร่สลับกับการคงเหลือเสาแร่ไว้เพื่อค้ำยันโครงสร้างใต้ดินให้แข็งแรง 
  • ระบบถมกลับ (Backfilling) เมื่อขุดแร่ออกไปแล้ว จะมีการนำกากแร่และหางแร่ถมกลับลงไปในช่องว่างใต้ดินเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย 
  • การันตีด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จากผลการศึกษาพบว่าภายในระยะเวลา 25 ปีของการทำเหมือง การทรุดตัวของดินจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระดับระนาบเดียว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบนผิวดินหรือทิศทางการไหลของน้ำธรรมชาติ 

นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่าโครงการถูกออกแบบมาให้เป็นระบบปิดอย่างสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำเค็มสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อกักเก็บน้ำอัจฉริยะ ก่อสร้างบ่อน้ำใช้ขนาด 2.1 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคำนวณสมดุลน้ำจากสถิติอุตุนิยมวิทยาของจังหวัดอุดรธานีย้อนหลังถึง 60 ปี เพื่อให้โครงการสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องดึงน้ำใต้ดินหรือน้ำผิวดินจากภายนอกมาใช้ 

สำหรับบ่อเก็บน้ำเหลือจากการผลิตจะปูพื้นด้วยวัสดุกันซึมถึง 2 ชั้น พร้อมติดตั้งระบบท่อตรวจเช็กการรั่วซึมตลอดเวลา พร้อมใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการดักจับฝุ่นในโรงแต่งแร่และระบบลำเลียง พร้อมปลูกต้นไม้เป็นแนวชน (Buffer Zone) รอบพื้นที่ ซึ่งผลจำลองพบว่าจะมีค่าฝุ่นต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 

สร้างผลประโยชน์เศรษฐกิจมหาศาล

โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางทรัพยากร แต่ยังสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับท้องถิ่นและประเทศ โดยรายได้รัฐและท้องถิ่น ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีให้รัฐและจังหวัดอุดรธานีกว่า 77,000 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ และจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนโดยรอบด้วยงบประมาณ 3,100 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 

"เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ ราคาปุ๋ยในประเทศถูกลง เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรในประเทศ" 

ด้านการบริหารจัดการในรูปแบบธุรกิจ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาผู้ร่วมทุนจากประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนถือหุ้น 100% และมีประสบการณ์ทำเหมืองโปแตชทั่วโลกเข้ามาเป็นพันธมิตรหลัก แบ่งกรอบเวลาเป็น

  • ปี 2569 เริ่มขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างและเพิ่มทุนบริษัทจาก 100 ล้านบาท เป็น 2,600 ล้านบาท 
  • ปี 2570 - 2573 เข้าสู่ช่วงการก่อสร้างโรงงานและระบบเหมือง
  • ปี 2573 คาดว่าจะเริ่มการผลิตแร่โปแตช (COD) งวดแรกได้จริง 

นอกจากการใช้เทคโนโลยีระดับสูงแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของชีวิต โดยจะมีระบบ Tracking ตรวจสอบตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใต้ดินลึกกว่า 300 เมตรได้ตลอดเวลา เพื่อให้เหมืองแห่งนี้เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างสงบสุขและยั่งยืน