thansettakij
thansettakij
'ปฐมบทใหม่ทับลาน' แก้ปัญหาที่ดินทำกิน

รัฐบาลแก้ปัญหาที่ดินทำกิน 'ทับลาน' 2.6 แสนไร่ เร่งพิสูจน์สิทธิ 5.2 พันครัวเรือน

18 มิ.ย. 69 | 07:35 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 07:58 น.

รัฐบาลเดินหน้า 'ปฐมบทใหม่ทับลาน' แก้ปัญหาที่ดินทำกิน–อนุรักษ์ป่าอย่างสมดุล เร่งพิสูจน์สิทธิ 5,200 ครัวเรือนภายใน 6 เดือน ยึดหลักกฎหมาย ข้อมูลเชิงประจักษ์ ความเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าคดีผู้บุกรุกและนายทุน 100%

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนในอุทยานแห่งชาติทับลาน ครอบคลุมพื้นที่ 2.6 แสนไร่ โดยจะพิสูจน์สิทธิให้ประชาชนดั้งเดิม 5,200 ครัวเรือนที่อาศัยมาก่อนประกาศเขตอุทยานฯ
  • ยืนยันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมให้ผู้บุกรุกป่ารายใหม่ กลุ่มนายทุน หรือรีสอร์ต โดยจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิดทุกราย
  • จัดระเบียบที่ดินโดยกันพื้นที่ประมาณ 1.55 แสนไร่ให้ชุมชนที่มีสิทธิตามกฎหมาย และยืนยันว่าไม่ใช่การลดพื้นที่ป่า แต่จะเพิ่มพื้นที่ป่าสมบูรณ์อีก 8.9 หมื่นไร่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานฯ

18 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง "ปฐมบทใหม่ทับลาน" เพื่อคลี่คลายปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับพื้นที่อนุรักษ์ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ด้วยหลักการสำคัญคือ "ยึดกฎหมาย ข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงประจักษ์ ความโปร่งใส และตรวจสอบได้"

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่กำหนดให้ใช้ระบบ One Map เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดระเบียบแนวเขตที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชน

ในระยะแรก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแนวเขตพื้นที่โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ถูกต้อง การพิสูจน์สิทธิของประชาชนดั้งเดิม และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกป่าและกลุ่มนายทุนอย่างเด็ดขาด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ รัฐบาลเดินหน้า "ปฐมบทใหม่ทับลาน" แก้ปัญหาที่ดินทำกิน–อนุรักษ์ป่า

เร่งตรวจสอบสิทธิของประชาชนดั้งเดิม-ไม่มีนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด

สำหรับการพิสูจน์สิทธิ กระทรวงฯ จะเร่งตรวจสอบสิทธิของประชาชนดั้งเดิมประมาณ 5,200 ราย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานทางวิชาการประกอบการพิจารณา เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติได้รับการรับรองสิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดกฎหมาย และไม่มีการรับรองสิทธิให้กับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงกลุ่มรีสอร์ต โรงแรม และผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีหลายร้อยคดี โดยทุกคดียังคงเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมายอย่างเต็มที่

จัดระเบียบพื้นที่ตามแนวเขตปี 2543

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การจัดระเบียบพื้นที่ตามแนวเขตปี 2543 ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 260,000 ไร่ จะดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและข้อเท็จจริง โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

ส่วนแรก พื้นที่ที่เตรียมส่งมอบให้หน่วยงานและชุมชนที่มีสิทธิเดิมตามกฎหมาย รวมประมาณ 155,000 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก. ประมาณ 53,000 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านไทยสามัคคีประมาณ 8,300 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านความมั่นคงและโครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐประมาณ 84,000 ไร่ และพื้นที่ราชพัสดุประมาณ 6,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับการรับรองตามมติคณะรัฐมนตรีในอดีต

ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่ประมาณ 109,000 ไร่ ที่จะยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกหมู่บ้านความมั่นคง ซึ่งจะไม่มีการรับรองสิทธิให้ผู้บุกรุก และจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด

ย้ำไม่ได้ลดพื้นที่ป่าอนุรักษ์แต่เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครอง

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ โดยภาครัฐได้เตรียมดึงพื้นที่ป่าสมบูรณ์จากความรับผิดชอบของกรมป่าไม้กลับมาเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมอีกประมาณ 89,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นแนวกันชน (Buffer Zone) และเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว

"รัฐบาลยืนยันว่า การแก้ปัญหาทับลานในครั้งนี้ ไม่ใช่การเลือกระหว่างคนกับป่า แต่เป็นการจัดระเบียบพื้นที่บนพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็รักษาผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยผู้กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น" นางสาวลลิดา กล่าว