
กกร. นัด 26 หน่วยงานรัฐ เคลียร์เกณฑ์ OECD-ธนาคารโลก กู้ดัชนีคอร์รัปชันไทย
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ เผยเตรียมเชิญ 26 หน่วยงานรัฐ ถกเข้มสัปดาห์หน้า เจาะลึกเกณฑ์ OECDและธนาคารโลก เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับดัชนีคอร์รัปชันของไทยให้ดีขึ้น แนะเร่งสังคายนากฎหมายลูก 1.5 หมื่นฉบับ ลดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ถาวร
KEY
POINTS
- กกร. เตรียมเชิญ 26 หน่วยงานภาครัฐที่ถูกระบุในผลสำรวจความโปร่งใส มาประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการทุจริต
- การหารือมุ่งเน้นการทำความเข้าใจและปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ OECD และธนาคารโลก เพื่อยกระดับดัชนีคอร์รัปชัน (CPI) ของไทย
- ภาคเอกชนต้องการขยายผลโครงการ "Sandbox" ด้านความโปร่งใสที่นำร่องแล้วกับ 3 กรม ไปยังหน่วยงานอื่นๆ ให้กว้างขวางขึ้นก่อนการประเมินในเดือนตุลาคม
- มีการชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างจากกฎหมายลำดับรองกว่า 15,000 ฉบับ
ในงานเสวนาหัวข้อ "ลดช่องว่าง ลดทุจริต : เห็นก่อนโกง รู้ก่อนทุจริต" (Corruption Risk Assessment) ณ อาคารเนชั่น กรุ๊ป เมื่อ 17 มิถุนายน 2569 "ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย" ได้เปิดเผยแผนการเชิงรุกของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต โดยประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือการขยายผลจากแบบสำรวจความโปร่งใสไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกับภาครัฐอย่างจริงจัง
นัดถก 26 หน่วยงานรัฐสัปดาห์หน้า เจาะลึกเกณฑ์สากล
ดร.พจน์ ระบุว่าในสัปดาห์หน้าภาคเอกชนเตรียมเชิญ 26 หน่วยงานภาครัฐ ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในผลการทำแบบสำรวจเกี่ยวกับความโปร่งใสและการคอร์รัปชัน มาประชุมร่วมกันเพื่อถกปัญหาและหาทางออกร่วมกัน
"วัตถุประสงค์หลักของการเชิญ 26 หน่วยงานในครั้งนี้ คือการนำข้อมูลจากผลสำรวจมาวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึงการทำความเข้าใจกับคำถามและเกณฑ์การประเมินของ OECD และ World Bank ว่ามีการเจาะลึกในประเด็นใดบ้าง เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก และเป็นการชักชวนให้หน่วยงานอื่น ๆ เข้าร่วมทำ Sandbox" ความโปร่งใสเพิ่มเติม" ดร.พจน์ กล่าว
หวังขยายผลจาก Sandbox หลังนำร่อง 3 กรม
ดร.พจน์ ระบุว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐ 3 แห่งที่ได้เริ่มทำ Sandbox ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมศุลกากร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การจัดทำระบบการเปิดเผยข้อมูล แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อความโปร่งใส
"หวังว่าการดึง 26 หน่วยงานมาหารือในสัปดาห์หน้า จะช่วยให้เกิดความร่วมมือในลักษณะ Sandbox กระจายไปยังส่วนงานอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมก่อนที่ธนาคารโลก จะเข้ามาประเมินในช่วงเดือนตุลาคมนี้"
กฎหมายลูก 15,000 ฉบับ ต้นตอ "ดุลยพินิจ" ที่ต้องเร่งสาง
นอกจากการกดดันผ่านผลสำรวจแล้ว ดร.พจน์ ยังเน้นย้ำถึงการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจของการลดทุจริต โดยระบุว่าประเทศไทยมีพระราชบัญญัติกว่า 900 ฉบับ แต่กลับมีกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง และประกาศกรม มากถึง 15,000 ฉบับ กฎหมายลูกเหล่านี้มักสร้างเงื่อนไขที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจสูงมาก ซึ่งเป็นต้นตอของการเรียกรับผลประโยชน์
ขณะนี้ กกร. ได้ระบุ 7 อุตสาหกรรมหลัก ที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ และรวบรวมปัญหาจากสมาคมการค้าต่าง ๆ เพื่อเสนอแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อรัฐบาล โดยมีการตั้งคณะทำงานด่วนซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 2 เดือน
เป้าหมาย CPI ต้องดีขึ้น เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย
ดร.พจน์ ย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของเอกชนและหน่วยงานรัฐอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติ พร้อมกับยกข้อมูลจาก TDRI ระบุว่าไทยสูญเสียเงินไปกับการโกงถึงปีละเกือบ 5 แสนล้านบาท และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติหายไป หากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยไม่ดีขึ้น หรือยังคงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยจะประสบความยากลำบากในการดึงดูดการลงทุนในอนาคตอย่างแน่นอน
"เราไม่ได้ต้องการแค่จับโกง แต่เราต้องการผลักดันตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกฝังจิตสำนึก และการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเข้าด้วยกันเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน" ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย
พร้อมฝากให้รัฐบาลเร่งประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนรับรู้สิทธิของตนเองอย่างทั่วถึงเพื่อไม่มีปัญหาในการปฏิบัติในอนาคต







