thansettakij
thansettakij
ดัชนีเชื่อมั่นฯ ต่ำสุดรอบ 42 เดือน ลุ้น“ไทยช่วยไทยพลัส” ฟื้นกำลังซื้อ

ดัชนีเชื่อมั่นฯ ต่ำสุดรอบ 42 เดือน ลุ้น“ไทยช่วยไทยพลัส” ฟื้นกำลังซื้อ

11 มิ.ย. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มิ.ย. 69 | 06:16 น.

ม.หอการค้า เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพ.ค. ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน หลังประชาชนกังวลสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันแพง ลุ้น“ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยฟื้นกำลังซื้อ

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือน
  • สาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ในอนาคต รวมถึงผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
  • ภาครัฐเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูกำลังซื้อ
  • คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมาในช่วงครึ่งหลังของปี

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้า เผยสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือน สะท้อนประชาชนยังไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในอนาคต ขณะที่ภาครัฐอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนในช่วงครึ่งหลังของปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา

เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน  

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 43.1 47.5 และ 57.9 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100)

โดยผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 

ภาพประกอบข่าว ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลง ซึ่งยังคงมีโอกาสบั่นทอน

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 34.7 เป็น 33.6

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 58.3 มาอยู่ที่ระดับ 57.3 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ แถลงข่าวดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม

 

ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ คาดว่าบริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มอย่างไร รวมถึงมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด  

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569