
ศพร.ผนึกกรมวิชาการเกษตร ลุยสกัด ‘อะโวคาโดเถื่อน’ 2.24 ตัน
ศพร.ผนึกกรมวิชาการเกษตรและตำรวจ สกัดรถขนอะโวคาโดเถื่อน 2.24 ตันที่ยโสธร หลังลอบขนจากชายแดนมุกดาหาร เตรียมขยายผลตั้งแต่ต้นทางถึงตลาดปลายทาง หวั่นกระทบเกษตรกรและนำศัตรูพืชต่างถิ่นเข้าไทย
KEY
POINTS
- ศพร. ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร สกัดจับรถกระบะลักลอบขนอะโวคาโดเถื่อนจากชายแดน น้ำหนักรวม 2.24 ตัน ที่จังหวัดยโสธร
- ผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงเอกสารใบอนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ. กักพืชได้ ซึ่งการลักลอบนำเข้าถือเป็นภัยคุกคามต่อเกษตรกรและเสี่ยงนำศัตรูพืชต่างถิ่นเข้าระบาด
- กรมวิชาการเกษตรสั่งเพิ่มความเข้มงวดที่ด่านชายแดน พร้อมขยายผลการสืบสวนเพื่อทลายเครือข่ายผู้กระทำผิดทั้งระบบ
รายงานข่าวเผยว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางการเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) ได้สั่งการให้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งการปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์ “One Mission • One Operation” ที่เน้นการใช้ข้อมูลข่าวกรอง เพื่อยกระดับจากการจับกุมเป็นรายคดีสู่การตัดวงจรการลักลอบแบบเบ็ดเสร็จ
สกัดกระบะขนอะโวคาโดเถื่อนจากชายแดน
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ ศพร. ได้รับแจ้งเบาะแสการลักลอบขนส่งอะโวคาโดจากต่างประเทศ บริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำโขง อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงได้จัดกำลังติดตามรถเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน จนกระทั่งเวลา 20.10 น. เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยได้บริเวณ ตำบลโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
จากการตรวจค้นพบอะโวคาโดซุกซ่อนอยู่จำนวน 112 ตะกร้า น้ำหนักรวมประมาณ 2.24 ตัน โดยผู้ขับขี่ให้การเบื้องต้นว่าจะนำสินค้าไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี และไม่สามารถแสดงใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้ามเพื่อการค้า (พ.ก.2-1) รวมถึงเอกสารนำสินค้าออกจากด่านตรวจพืช (พ.ก.6) ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ได้ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจยึดของกลาง และส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวน สภ.ป่าติ้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
ลุยขยายผลต้นทาง-เส้นทาง-ตลาดปลายทาง
ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรโดยไม่ผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายกักพืช ถือเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อกลไกราคา เอาเปรียบเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงในการนำ "ศัตรูพืชต่างถิ่น" เข้ามาแพร่ระบาดและทำลายระบบนิเวศการเกษตรในประเทศไทย
“การจับกุมครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงผู้ขับขี่หรือของกลางที่ยึดได้ แต่ได้กำชับให้มีการขยายผลการสืบสวนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ ต้นทาง เส้นทางลำเลียง ไปจนถึงผู้รับและตลาดปลายทาง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและหยุดวงจรการลักลอบอย่างเด็ดขาด” นายรพีภัทร์ กล่าว
เข้มด่านชายแดนสกัดสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชชายแดนและพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดขั้นสูงสุด พร้อมบูรณาการข้อมูลด้านการข่าวร่วมกับศูนย์พระพิรุณ ศุลกากร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นสินค้าเกษตรผิดกฎหมายก่อนเข้าสู่ระบบการค้า ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย และรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างยั่งยืน







