thansettakij
thansettakij
เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ เตรียมพร้อมรับมือกฎเหล็กอียู พลิกโฉมเกษตรไทย

เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ เตรียมพร้อมรับมือกฎเหล็กอียู พลิกโฉมเกษตรไทย

เจาะลึก 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รับมือกฎเหล็กยุโรป เตรียมความพร้อมประเทศไทยต่อกฎหมายเพื่อการค้าอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป

KEY

POINTS

  • เสนอ 5 ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายเพื่อเตรียมความพร้อมภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่เน้นความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน
  • ยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลให้เกษตรกร
  • เสนอให้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางและคลินิกให้คำปรึกษา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อน
  • มีเป้าหมายเพื่อพลิกวิกฤตจากมาตรการทางการค้าให้เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การค้าโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างรุนแรง จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยกลไกด้านราคา คุณภาพ และระบบโลจิสติกส์ มาสู่ยุคที่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) และ “ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน” กลายเป็นเงื่อนไขและบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้าวย่างล่าสุดของสหภาพยุโรป (EU) ที่ได้บังคับใช้กฎระเบียบการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (Due Diligence) ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR) และข้อสั่งการด้านการตรวจสอบรอบด้านอย่างยั่งยืนขององค์กร (CSDDD) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการทางเลือกสำหรับองค์กรที่รักโลกอีกต่อไป แต่คือ “กฎเหล็กทางการค้า” ที่กำลังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลกจากต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างรุนแรง

GIZ - TEI เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ รับมือกฎเหล็กอียู พลิกโฉมเกษตรไทย

ถอดรหัสโครงการ FIT for FAIR

เพื่อไม่ให้ภาคเกษตรกรรมของไทยต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย จึงได้จับมือครั้งสำคัญกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ดำเนินโครงการ “เสริมสร้างการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อกฎหมายเพื่อการค้าอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป” (Enhancing readiness of Thailand to facilitate sustainable trade and alignment with EU Due Diligence Regulations: FIT for FAIR project)

ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา โครงการ FIT for FAIR ไม่ได้ทำงานอยู่เพียงบนหอคอยงาช้างหรือห้องประชุมส่วนกลางเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่จริง ระดมสมอง วิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน และหลอมรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 23 องค์กร ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ สถาบันวิจัย และภาคประชาสังคม ผ่านกระบวนการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เข้มข้น

GIZ - TEI เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ รับมือกฎเหล็กอียู พลิกโฉมเกษตรไทย

ผลลัพธ์จากการตกผลึกอย่างจริงจังได้กลายมาเป็น “5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหลัก” ซึ่งได้รับการส่งมอบอย่างเป็นทางการให้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์และ “แผนที่นำทาง” (Roadmap) ในการพลิกวิกฤตของมาตรการกีดกันเชิงพาณิชย์ให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

เจาะลึก 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนี้ เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่อย่างตรงจุด และเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในทุกมิติ ดังนี้

1. การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) – หัวใจหลักของความโปร่งใส ในยุคที่ผู้บริโภคยุโรปต้องการทราบว่าสินค้าที่ตนเองซื้อมีที่มาอย่างไร นโยบายการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้า และสร้างแต้มต่อในเรื่องความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าไทยในสายตาคู่ค้าต่างชาติ

2. ความตระหนักรู้และการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence) – การค้าที่เป็นธรรม มาตรฐานอียูยุคใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมและผืนป่าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับ “คน” ที่อยู่ในระบบ นโยบายนี้จึงเน้นการยกระดับสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน

GIZ - TEI เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ รับมือกฎเหล็กอียู พลิกโฉมเกษตรไทย

3. การตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence) – มุ่งสู่สีเขียวเต็มรูปแบบ การส่งเสริมแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (Eco-industrial Approach) ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

4. การพัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Enhance Competency) – ติดอาวุธความรู้และดิจิทัล เทคโนโลยีหรือระบบที่ดีจะไร้ประโยชน์หากผู้ใช้งานขาดทักษะ ข้อเสนอนี้จึงมุ่งเน้นการเพิ่มพูนทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้นน้ำ

5. ศูนย์ข้อมูลและคลินิกให้คำปรึกษา (Data Repository and Support Clinic) – ที่พึ่งยามยากของผู้ประกอบการ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของอียูที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาย่อมสร้างความสับสนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย นโยบายนี้จึงเสนอให้จัดตั้ง “คลังข้อมูลกลาง” และ “คลินิกช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษา แนะนำแนวปฏิบัติ

ขณะที่มุมมองจากตัวแทนระดับนานาชาติและผู้เชี่ยวชาญสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องในอนาคตอีกต่อไป แต่คือ “ความจริงทางการค้า” ที่กำลังเกิดขึ้นและต้องเผชิญในปัจจุบัน

“โยฮันเนส แคร์เนอร์” ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ฉายภาพความคาดหวังของตลาดยุโรปไว้อย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันตลาดยุโรปให้ความสำคัญสูงสุดกับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน การที่ประเทศไทยขยับตัวและเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายตั้งแต่วันนี้ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในระยะยาว และเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับ “ทีโม เมนนิเคน” ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย ที่เน้นย้ำว่า มาตรฐาน Due Diligence ของยุโรปกำลังกลายเป็น “แนวปฏิบัติใหม่ของการค้าโลก” (New Normal of Global Trade) ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบตรงที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่ศักยภาพของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการริเริ่มพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล

ทว่ากุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จคือ “ความร่วมมือแบบเป็นระบบ” และการลงทุนในความพร้อมของเกษตรกรรายย่อยและ SMEs เพื่อสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” (Enabling Environment) ที่จะทำให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้จริงและตั้งอยู่บนหลักการของความเที่ยงธรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือกลายเป็นการกีดกันผู้ผลิตรายย่อยออกจากห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุว่า วันนี้ผู้ส่งออกและเกษตรกรไทยอาจต้องสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรปไปอย่างถาวร 5 นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ข้อแนะนำทางวิชาการ แต่เป็นแผนที่นำทาง (Roadmap) และเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ที่จะช่วยสร้างสะพานเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น ไม่เพียงเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมในยุโรปเท่านั้น แต่คือการจัดวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ (Positioning) ให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใส