
‘สมคิด’ ชี้ทางรอดฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ คว้าโอกาส ‘คลื่นลงทุนระลอกที่ 2’
อดีตรองนายกฯ 'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ' ชี้ทางรอดประเทศไทยฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤตในปัจจุบัน แนะคว้าโอกาสคลื่นลงทุนระลอกใหม่-ยกเครื่องโครงสร้างพลังงานพลิกโฉม GDP แนะรัฐบาลต้องแข็งแกร่งและทุมเท
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน "Triam Udom Dinner Talk 2026 เตรียมอุดมฯ คิด: เศรษฐกิจพ้นภัย" ซึ่งจัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่ทุกภาคส่วนไม่ควรหมดกำลังใจ เนื่องจากยังมีมีโอกาสให้เห็น โดยเฉพาะคลื่นการลงทุนของต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก
“ประเทศไทยผ่านวิกฤตมาหลายรอบ ขอให้มีกำลังใจ มีสติ แล้วจะมีโอกาส เมืองไทยเป็นเมืองพุทธเป็นเมืองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เพราะในขณะที่ทุกอย่างกำลังย่ำแย่ เราเห็นประกายไฟแปล๊บขึ้นมา โดยเราเห็นทุนเริ่มไหลเข้า จากหลากหลายประเทศและหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วเราไปขอให้เขามา แต่เขายังไม่มา แต่วันนี้เขาเข้ามาเองโดยที่ไม่ต้องขอ จนมีความรู้สึกว่ามันเหมือนกับตอนที่เราเคยรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล” ดร.สมคิด กล่าว
โอกาสทองคลื่นลงทุนระลอกที่ 2
ดร.สมคิด กล่าวว่า โอกาสทางเศรษฐกิจจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ผ่านยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบสภาวการณ์ปัจจุบันว่าเป็น "คลื่นการลงทุนระลอกใหญ่ลูกที่ 2" ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับยุคที่กลุ่มทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้ามาเนื่องจากค่าเงินเยนแข็งค่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย
ดังนั้นท่ามกลางวิกฤต รัฐบาลต้องไม่สูญเสียโอกาสในการขับเคลื่อนจุดเปลี่ยนนี้ เงินลงทุนที่เข้ามาจะช่วยสนับสนุนตัวเลข GDP และสร้างความเชื่อมั่น แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากอดีต โดยไม่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP เชิงปริมาณ แต่ต้องเป็น GDP ที่มีคุณภาพ ยึดโยงกับความยั่งยืน และมีการคัดกรองเม็ดเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยไม่เปิดรับกลุ่มทุนที่ไม่มีคุณภาพหรือกลุ่มธุรกิจสีเทา
"มาตรการใหม่ BOI จะต้องไม่ใช่เพียงแต่มูลค่าการลงทุนมันไม่ใช่ตัวเดียวที่มาชี้วัด แต่ต้องดูว่า contribution ที่เข้ามามีอนาคตกับบ้านเมืองเราไหม อันนี้สำคัญมาก มันเหมือนกับว่าเราต้องทำหน้าที่เป็นสถาปนิก ดีไซน์ก่อนว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง และเราต้องการที่จะแก้ความยากจนในชนบท แก้ความยากจนของเกษตรกร" ดร.สมคิด กล่าว
ภายใต้วิกฤตย่อมมีโอกาส
ดร.สมคิด กล่าวว่า ภายใต้วิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาให้พบ ปัจจุบันเกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างเผชิญความยากลำบาก แต่ประเทศไทยมีความท้าทายพิเศษตรงที่เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขจนเกิดการสะสมเสมือนพังผืดในเนื้อเมื่อแก้ไขจุดหนึ่งแล้วก็มักจะกลับมาเกิดซ้ำ ส่งผลให้การพัฒนาประเทศมีลักษณะหยุดชะงักหรือถดถอยลงในบางช่วง และยังมาเจอกับวิกฤตสงครามจากตะวันออกกลางอีก
สำหรับปัญหาที่หมักหมมทำให้รัฐบาลในแต่ละยุคสมัยต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อเยียวยาและประคับประคองผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมีสัดส่วนสูงในสังคม ส่งผลให้สถานะทางการคลังของประเทศทยอยลดลงขนานไปกับข้อจำกัดในการรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ใหญ่หลวงขึ้น
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากนี้ จะเห็นการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างชัดเจน
ชงปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันที่ต้นตอ
ดร.สมคิด กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลปัจจุบันยังคงต้องมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก เช่นเดียวกับแนวทางในอดีต ซึ่งมาตรการเยียวยาค่าครองชีพประชาชนในลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay) จากเดิมสัดส่วน 50:50 มาเป็น 60:40 ถือเป็นแนวทางที่ดีในการลดภาระทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน แต่มีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมุ่งเน้นการจัดสรรความช่วยเหลือไปยังกลุ่มฐานรากและเกษตรกรให้มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จำกัดและกำลังเผชิญกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ยและค่าขนส่ง
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ มิฉะนั้นอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากในปัจจุบันแม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ยังเผชิญความยากลำบาก
"ถ้าเหตุการณ์ไม่มีวิกฤตเราก็ทำอย่างนี้ได้ แต่ถ้าเรามองว่ามันจะจบเมื่อไหร่ แล้วเราจะยังมีเงินที่จะมาซัพพอร์ตตรงนี้ได้อีกนานเท่าไหร่ คิดแล้วมันก็จะปวดหัว เพราะถ้าหนี้มันชนเพดาน มันบางครั้งอาจจะถึงเวลาที่ต้องมาคิดถึงเรื่องต้นทาง ไม่ใช่ปลายทาง ในวิกฤตเช่นนี้" ดร.สมคิด กล่าว
ทั้งนี้ยังเสนอว่า อยากให้มีการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นตอของปัญหากระทบต่อราคาสินค้า แทนการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการกู้เงินมาอุดหนุน พร้อมทั้งตั้งคำถามเชิงนโยบายถึงความจำเป็นในการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันเองได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า และไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหลัก
เช่นเดียวกับความจำเป็นในการคงค่าการตลาดน้ำมันในภาวะที่ความต้องการซื้อสูง โดยเสนอให้บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ร่วมเสียสละกำไรสะสมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต 2-3 ปีนี้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจภาพรวม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
“วิกฤตนี้ทำให้เราต้องคิด ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน ผู้บริหารโรงกลั่นก็ต้องคิด เพราะว่าการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ คำว่า governance แปลว่าการรับผิดชอบต่อสังคม กำไรอย่างเดียว โบนัสรายเดือน คุณนอนไม่หลับหรอกถ้าชาวบ้านลำบาก ก็ควรไปคิด เพราะถ้าวิกฤตมันลากไปอีก 1 หรือ 2 ปี จะเอาเงินที่ไหนมาช่วย โดยสิ่งที่รัฐบาลช่วยเหลือขณะนี้ดีแล้ว เพียงแต่ว่าให้ลงไปถึงรากหญ้า ค่าขนส่ง SME อย่าไปทอดทิ้งเขา” ดร.สมคิด กล่าว
พร้อมทั้งเสนอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของคลัง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาที่ต้นทาง แทนการพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจมีปัญหาเชิงบริหารจัดการและความทั่วถึง
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยต้องมีกระบวนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อนอนุมัติให้ปรับขึ้นราคา เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจชะงักชันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เช่นเดียวกับบางประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ที่กำลังประสบปัญหานี้อย่างรุนแรง
ยกโมเดล จีน-เกาหลีใต้ ต้นแบบแก้จน
อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างความสำเร็จของต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา โดยเอ่ยถึงโมเดล K-Food ของเกาหลีใต้ ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันผลักดันอุตสาหกรรมอาหารผ่านกระแสวัฒนธรรมซอฟต์พาวเวอร์ (K-Drama และ K-Pop) จนสร้างมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าหมายสู่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีถัดไป ผ่านการยกระดับบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และการตลาดดิจิทัล
ขณะที่นโยบาย "ครัวไทยสู่ครัวโลก" ของประเทศไทยยังขาดการสานต่อและการสนับสนุนเชิงเทคโนโลยีการตลาดสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคชนบท ดร.สมคิด ยกกรณีศึกษาโครงการ Taobao Village ของเครืออาลีบาบาร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นของจีน ที่เข้าไปพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และระบบโลจิสติกส์ในระดับชุมชน ช่วยให้เกษตรกรสามารถค้าขายออนไลน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นได้
แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ทันทีผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อยกระดับอำนาจซื้อของประชาชนในชนบทที่กำลังถูกลดทอนจากสภาวะเงินเฟ้อ
ปฏิรูปเงื่อนไข BOI มุ่งสร้างบุคลากร
ดร.สมคิด เสนอให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ของ BOI โดยกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรไทยร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยรัฐบาลควรให้สิทธิประโยชน์ที่ยืดหยุ่นและตรงตามความต้องการของนักลงทุน แทนการใช้มาตรการทางภาษีที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับต้นน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้ในต้นทุนที่ต่ำ ผ่านการเจรจาต่อรองเชิงนโยบายกับนักลงทุนต่างชาติที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างนโยบายการศึกษา โดยสนับสนุนการดึงสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเปิดวิทยาเขตหรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย (อาทิ ความร่วมมือระหว่าง MIT และมหาวิทยาลัยมหิดล) เพื่อสร้างการแข่งขันและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลก ที่กำลังเผชิญภาวะเลิกจ้างในกลุ่มงานสนับสนุน (Back Office) จากการแทนที่ของเทคโนโลยี AI เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย
ชี้รัฐบาลต้องเข้มแข็งและทุ่มเท
ดร.สมคิด กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดขึ้นอยู่กับการมี "รัฐบาลที่มีสมรรถนะสูงและเข้มแข็ง" (Strong Performance Government) รวมถึงความทุ่มเทในการเจรจาเชิงรุก ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่รุนแรง โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ China Plus One ของประเทศจีน ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
"เรามีกลไกอยู่แล้ว เรามีคณะกรรมการร่วม 2 ประเทศอยู่แล้ว เป็นการประชุมระดับรองนายกกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเต็มไปหมด เป็นการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ว่าเราจะร่วมอะไรกัน ท่านจะเอาอะไรเข้ามา เราจะเอาอะไรเข้าไป ตรงนี้สำคัญที่สุด ซึ่งเรามีกลไก เรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่เราไม่ใช้ประโยชน์ นี่คือความเป็นจริงที่น่าแปลกใจ" ดร.สมคิด กล่าว
นอกจากประเทศจีนแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการผลิตและส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทย รัฐบาลจึงควรเร่งฟื้นฟูกลไกคณะกรรมการร่วมระดับรองนายกรัฐมนตรีเพื่อเจรจาเชิงยุทธศาสตร์และคัดกรองการลงทุนที่มีคุณภาพอย่างจริงจัง
แนะทำ EEC ให้จบก่อนไปโครงการอื่น
ดร.สมคิด ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาภูมิทัศน์การลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน (Ecosystem) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้จบและเสร็จสมบูรณ์ ทั้งในมิติของสถาบันวิจัยและการพัฒนาบุคลากร ก่อนไปทำโครงการอื่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ควบคู่ไปกับการชูจุดเด่นเรื่องความโปร่งใสและหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในมิติด้านสังคมและการเมือง มองว่าการพัฒนาประเทศไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไป โดยสนับสนุนให้คนดีมีเกณฑ์ความสามารถเข้าสู่ระบบสภาเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งยกโมเดลการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งของเกาหลีใต้ (Awakening) ที่มีความตื่นรู้ทางสังคมและไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน จนนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างประเทศในหลายด้าน
"ทุกเรื่องที่พูดไปนี้ ก็ไม่อยากให้ทุกคนสิ้นความหวัง โดยเมื่อคืนฝันไป ช่วงนี้ฝันบ่อยอายุมากแล้ว รัฐบาลไทยคุยกับประชาชนว่าเนื่องจากประเทศของเราอยู่ในจุดที่สำคัญมาก จุดเปลี่ยนและโอกาสกำลังมาแต่ปัญหามันเยอะ ฉะนั้นถึงเวลาที่เราจะต้องทุ่มเททุกอย่างอย่างจริงจัง ประกาศขึ้นมาเลยว่ารัฐบาลจะทำต่อไปนี้ New Deal for New Future เป็นข้อตกลงใหม่สำหรับอนาคตใหม่ของประเทศไทย” อดีตรองนายกฯ กล่าวทิ้งท้าย







