
นักวิชาการ ชำแหละปัญหาเงินใต้โต๊ะ กลัดกระดุม 3 เม็ด สกัดโกง
นักวิชาการ TDRI ชำแหละปัญหาหน่วยงานรัฐ เรียกรับเงินใต้โต๊ะ แนะกลัดกระดุม 3 เม็ด สกัดโกง ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ไปจนถึงหน่วยงานอนุมัติอนุญาต การประมูลงานภาครัฐ การใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
KEY
POINTS
- นักวิชาการ แนะแก้ต้นตอคอร์รัปชันต้องเริ่มจาก “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของคนระดับรัฐมนตรี ปัญหาสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง หากต้นทางไม่โปร่งใส การตรวจสอบระดับล่างก็ทำได้ยาก
- กลัดกระดุม 3 เม็ด ตัดช่องเรียกรับส่วย ,ปฏิรูปกฎหมายและลดขั้นตอนอนุญาตที่ซับซ้อน จะช่วยลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่ใช้ “ดุลพินิจ” เพื่อเรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจ
- แม้มีระบบ e-bidding แต่ปัญหายังอยู่ที่การกำหนด TOR เอื้อเอกชนบางราย จึงเสนอให้ขยายมาตรการความโปร่งใส เช่น Integrity Pact และ CoST ไปยังโครงการรัฐทั่วประเทศ
หลังจาก กกร. ได้เปิดเผยผลสำรวจภาคเอกชนเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชันและการเรียกรับสินบนของหน่วยงานรัฐ กว่า 45% ยอมรับว่าเคยจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ และมูลค่าสินบนที่ภาคเอกชนจ่ายให้หน่วยงานรัฐมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 102,160 บาทต่อครั้ง โดยกรมควบคุมมลพิษ และกรมเจ้าท่ามีมูลค่าเฉลี่ยสูงสุด
นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจถึงผลสำรวจของ กกร.ว่า ปัญหาการทุจริตรับสินบน ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อ 10 หน่วยงาน หรือ 20 หน่วยงานก็แย่ไม่ต่างกัน
กระดุม 3 เม็ดแก้โกง
ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของรัฐมนตรี :
นายธิปไตรระบุว่า "กระดุมเม็ดแรก" ที่ต้องจัดการคือ ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นต้นตอที่แก้ไขได้ยากที่สุดแต่สำคัญที่สุด ปัญหาที่พบเห็นบ่อยครั้งคือการที่รัฐมนตรีบางกลุ่มใช้อำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือ "ชงโครงการ" ที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียแอบแฝง ดังนั้นความโปร่งใสในการตัดสินใจระดับสูงจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากกระดุมเม็ดแรกผิดเพี้ยนไป การตรวจสอบในระดับล่างย่อมทำได้ยากยิ่ง
สังคายนากฎหมาย ลดการใช้ "ดุลพินิจ" :
หัวใจต่อมาคือการปฏิรูปกฎระเบียบ หรือ Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น นักวิชาการท่านนี้อธิบายว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบนคือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวอย่างเชิงบวกที่เริ่มเห็นผลคือความพยายามของกระทรวงพาณิชย์ในการปรับปรุงกฎหมายบัญชีท้ายของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อลดข้อจำกัดและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ดังนั้นหากรัฐสามารถตัดลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไปได้ จะช่วยลดช่องว่างที่เจ้าหน้าที่จะใช้เรียกหาประโยชน์จากภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติ
ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง :
กระดุมเม็ดสุดท้ายคือ การเจาะลึกที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะในวงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีงบประมาณมหาศาล และมีความเสี่ยงต่อการจ่ายสินบนสูงที่สุด แม้ปัจจุบันจะมีการใช้ระบบ e-bidding แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องมือ แต่อยู่ที่การ "ล็อกสเปค" ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างข้อกำหนด (TOR) ก่อนจะเข้าสู่การประมูล
วิธีสกัดโกง :
แนวทางการแก้ไขที่นักวิชาการเสนอคือการปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับเหมาอย่างเท่าเทียม และการขยายผลมาตรการความโปร่งใส เช่น ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency: CoST) ให้ครอบคลุมโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ
ปัจจุบันมาตรการเหล่านี้ยังถูกใช้เพียงในระดับโครงการนำร่อง (Pilot Project) เท่านั้น ทั้งที่มีงานก่อสร้างภาครัฐอยู่เป็นหมื่นโครงการที่ยังเข้าไม่ถึงการตรวจสอบ
นอกจากการปรับปรุงกระบวนการแล้ว นายธิปไตรยังตั้งข้อสังเกตถึง บทบาทของภาครัฐในการใช้งบประมาณ ว่ารัฐควรพิจารณาความจำเป็นก่อนตัดสินใจใช้เงินจำนวนมากในโครงการที่ระบบตลาดอาจทำงานได้ดีกว่า เช่น การจัดซื้อปุ๋ยแจกเกษตรกร หรือการจัดซื้ออุปกรณ์ไอทีและอินเทอร์เน็ตที่มีราคาสูงเกินจริง หรือการวางสเปคเวอร์เกินไป ซึ่งการตั้งโจทย์การใช้เงินที่โปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดโอกาสการรั่วไหลของงบประมาณได้มหาศาล





