
โฆษกพาณิชย์ ร่อนจม.แจงสื่อยิบ 6 ข้อกังขานโยบาย 'ศุภจี' ยันไม่ได้ฉาบฉวย
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ร่อนจดหมายแจงสื่อเกี่ยวกับ 6 ประเด็นร้อนการทำงานตามนโยบาย รองนายกฯ 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' ยาวเกือบ 10 หน้า ย้ำรัฐบาลทำงานจริงจัง ไม่ได้ฉาบฉวย
KEY
POINTS
- โฆษกกระทรวงพาณิชย์ได้ออกจดหมายเปิดผนึกชี้แจงสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงฯ
- ยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรเป็นการทำงานอย่างจริงจังและเป็นระบบ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือฉาบฉวย
- เนื้อหาในจดหมายได้อธิบายแนวทางการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวตลอดห่วงโซ่อุปทาน สำหรับสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ทุเรียน ปาล์ม มะพร้าว และมะม่วง
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน และผู้ติดตามข่าวสารทุกท่าน กระทรวงพาณิชย์ใคร่ขอขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ได้นําเสนอข่าวสารของกระทรวงพาณิชย์ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ถูกนําเสนอผ่านสื่อและสื่อโซเชียล ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจ คลาดเคลื่อนในกลุ่มผู้ติดตามข่าวสาร กระทรวงพาณิชย์จึงขอถือโอกาสนี้ในการอธิบายข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้
ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”
ข้อเท็จจริงกระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ตํ่า เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจํากัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกําหนดราคาขายเองได้ ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย
รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น นํ้ามะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ดําเนินตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นเฟสๆ
ขณะที่ในส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากภารกิจสําคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทําให้กลไกตลาดเกิดความสมดุล และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถมองข้ามได้ จําเป็นต้องเร่งดําเนินการแก้ไขหรือบรรเทาให้ได้โดยเร็ว แต่ก็ไม่ได้ละเลยในการดําเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือแก้ไขปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด
โดยขอยกตัวอย่างในเรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า พร้อมทั้งความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ดังนี้
การบริหารจัดการต้นนํ้า (ด้านการผลิต)
ตั้งแต่ก่อนฤดูการผลิตจะมาถึง กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร สมาคมการเกษตร ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดทั้งในและต่างประเทศล่วงหน้า พร้อมจัดทําปฏิทินคาดการณ์ปริมาณและช่วงเวลาสําหรับผลผลิตสินค้าพืชเกษตรที่สําคัญทุกชนิด เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้อย่างแม่นยํา
ส่วนภาคการเพาะปลูกนั้น เราเห็นว่า จะต้องทําการบริหารจัดการให้มีปริมาณผลผลิตการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand) โดยให้สํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประเมินความต้องการของตลาด มีการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่
ขณะที่การยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกําหนด
เช่นเดียวกับการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเสริมความแม่นยําให้เกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ การควบคุมดูแลแปลง การใส่ปุ๋ย/ยาปราบศัตรูพืช ตามความเหมาะสมต่อพื้นที่และสายพันธุ์ อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาสวนสมพงษ์ 100 ล้าน ให้เป็นสวนทุเรียนตัวอย่าง เป็นต้น
การบริหารจัดการกลางนํ้า (ด้านการแปรรูป/การขนส่ง)
ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนํานวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจํานวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแปรรูป
สร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมให้ชุมชน โดยสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็น และช่องทางการตลาดให้กับเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งสนับสนุนการตั้งล้งชุมชน เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต
เพิ่มอํานาจการต่อรองราคา ไม่ให้มีการกดราคารับซื้อจากผู้ซื้อรายใหญ่รายใดรายหนึ่ง (ควบคู่กับการควบคุมล้งต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร โดยได้แจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นและจับกุมล้งที่มีหลักฐานว่ากระทําผิดกฎหมาย)
ด้านการขนส่ง บูรณาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งทีมไปเชื่อมโยงระบบการตรวจสอบสินค้าและฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกับประเทศปลายทาง การพัฒนาเทคโนโลยีในการยืดอายุสินค้าให้สามารถขนส่งได้ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการตลาด
การเข้มงวดดูแลการนําเข้าสินค้าทางการเกษตรประเภทเดียวกันจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การห้ามนําเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง หากพบเบาะแสการลักลอบนําเข้าสินค้าเกษตร ให้รีบสกัดกั้นในทันที
การบริหารจัดการปลายนํ้า (ด้านการตลาด)
กระทรวงฯ ได้ดําเนินการรักษาตลาดส่งออกเดิม อาทิ การขายข้าวให้แก่จีนเพิ่มขึ้น 500,000 ตัน และใช้กลไก Trading Firm & Distributor ทําหน้าที่แทนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเจรจา ต่อรอง และตัดสินใจซื้อ-ขาย เพื่อเจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เอเชียกลาง และ ตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูปในยุโรป
รวมทั้งนําสินค้าเกษตรเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ โดยเจรจากับประเทศที่ขายสินค้าให้ไทยรับชําระค่าขายส่วนหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรของไทย และขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และวิถีการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI) ใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า และจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าร่วมกับห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนําอย่างต่อเนื่อง สามารถดูดซับผลผลิตของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกตํ่า
ประเด็นทุเรียน
ข้อเท็จจริง กระทรวงพาณิชย์ ได้ดําเนินการอย่างจริงจังทั้งด้านของการส่งเสริมและการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ โดยสร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด พร้อมเปลี่ยน Demand ตลาด ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน เพื่อเพิ่มอุปสงค์รองรับทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางการตลาดที่ตอบสนองต่อวิถีการค้าและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
คู่กับจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits ร่วมกับทุกภาคส่วนผ่านช่องทางห้าง Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน
การหาตลาดรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป นําไปทําเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Healthy Snack ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษา ขนส่งไปยังประเทศปลายทางที่ห่างไกลได้เพิ่มขึ้น
รุกตลาดต่างประเทศ รักษาตลาดหลัก จีนเมืองหลัก (ผลสด-พรีเมียม) และเมืองรอง (ผลสด-เกรดรอง) มุ่งเน้นตลาดศักยภาพที่รู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ได้แก่ ผลสด-พรีเมียม (ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) แช่เย็น-แช่แข็ง (ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร) และแปรรูป-อบแห้ง (สหรัฐอเมริกา)
รวมถึงหาตลาดใหม่เพิ่มเติมที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ผลไม้ไทย ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง
ทั้งนี้เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รุกปราบปรามล้งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และล้งนอมินี
โดยกรมการค้าภายใน ตรวจตราการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (การกดราคารับซื้อ การปฏิเสธการรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด) การกํากับดูแลความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง กรมการ ค้าต่างประเทศ เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า เป็นต้น
สําหรับปัญหาทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกํากับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตามและแจ้งเบาะแสไปยังกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อให้การกํากับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรฯ ได้คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง จํานวน 760 แห่ง พบมีการฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง
ประเด็นราคาปาล์ม
ข้อเท็จจริงโครงสร้างการใช้นํ้ามันปาล์มดิบของประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การบริโภคภายในประเทศ (2) การใช้ในภาคพลังงาน (3) การส่งออก ซึ่งในขณะนี้ที่ไทยกําลังเผชิญวิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการนําไบโอดีเซลมาผสมกับนํ้ามันดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อทดแทนการนําเข้าดีเซล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร ของพี่น้องเกษตรกรให้มีราคาที่เหมาะสม
สินค้าปาล์มนํ้ามัน มีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลนํ้ามันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มนํ้ามันแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลและบริหารจัดการปริมาณนํ้ามันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุล ระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด(ราชการ-เกษตรกร-เอกชน) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า
มาตรการการขออนุญาตส่งออกนํ้ามันปาล์มดิบ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้เป็นการห้ามหรือทําให้มีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีการอนุมัติให้ส่งออกในทุกคําขอ รวม 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน
โดยปริมาณการส่งออกถือว่ายังไม่สูงมากเนื่องจากราคาตลาดโลกยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มการส่งออกมากนัก โดยราคาปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น จากสัปดาห์ก่อนที่ 6.60 – 7.00 บาท/กก. ขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.40 บาท/กก. เป็นไปตามกลไกตลาดโลก
กระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการนํ้ามันปาล์มอย่างสมดุลในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลางโดยช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่งให้ประชาชน นํ้ามันดีเซล B20 มีราคาถูกกว่าดีเซลธรรมดาถึง 7 บาท ตลอดจนสามารถรักษาระดับราคานํ้ามันปาล์มบรรจุขวดให้เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอ ช่วย รักษาต้นทุนการผลิตไม่ให้สูงขึ้น
โดยเฉพาะต้นทุนการประกอบอาหาร ขณะเดียวกันสามารถที่รักษาระดับราคาปาล์มในประเทศให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมต่อต้นทุน เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร
ประเด็นมะพร้าวนํ้าหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน)
ข้อเท็จจริง สินค้ามะพร้าวมีลักษณะเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรหลายๆ ชนิดของไทย ที่มีการพึ่งพาการส่งออกในตลาดหลักเพียงไม่กี่ตลาด ดังนั้น ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากพร้อม ๆ กันในแหล่งผลิตทั้งภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยในปีนี้สินค้ามะพร้าวเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้มีมะพร้าวลูกเล็ก คุณภาพลดลง ในสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศนําเข้าหลักอย่างจีนชะลอตัวลง
ปัจจัยเหล่านี้ซํ้าเติมกดทับราคามะพร้าวให้ตกตํ่าลง กระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาในระยะต่าง ๆ ดังนี้
ระยะเร่งด่วน : กระทรวงฯ แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ก.ค. 68 - เม.ย. 69 ในแหล่งผลิตสําคัญ 4 จังหวัด (ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สงขลา) ดูดซับผลผลิตออก 10 ล้านลูก ผ่านการเปิดจุดรับซื้อในราคานําตลาด เชื่อมโยงผ่านกลไกพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รับซื้อมะพร้าวนํ้าหอมและเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจําหน่าย อาทิ ห้างโมเดิร์นเทรด ปั้มนํ้ามัน (PT Susco PTT บางจาก) บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ King Power กลุ่มสยามพิวรรธน์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
โดย ณ 4 พ.ค. 69 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 9 – 10.50 บาท/ลูก และราคาล้ง รับซื้ออยู่ที่ 10.50 – 12 บ./ลูก ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนที่มีปัญหาเกษตรกรได้รับอยู่ที่ 3 – 4 บาท/ลูก
ระยะกลาง-ระยะยาว: แก้ปัญหาการกดราคารับซื้อจากล้งต่างชาติ: สนับสนุนผลักดันให้มีการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” (ความหมายเดียวกับ “ล้งกลาง”) เพื่อตัดวงจรการกดราคา/การบิดเบือนราคาของล้งนอมินี และเพิ่มอํานาจต่อรองให้กับเกษตรกรสามารถจําหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม
ล่าสุด กระทรวงฯ โดยกรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ประชุมหารือกับสมาคมมะพร้าวนํ้าหอมไทย วิสาหกิจตลาดกลางมะพร้าวนํ้าหอมไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งล้งชุมชน โดยทางวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างขอรับสนับสนุนงบประมาณ (เงินทุนหมุนเวียน) จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
โดยแก้ไขปัญหานํ้ามะพร้าวปลอม ซึ่งทําลายตลาดมะพร้าวนํ้าหอมในภาพรวม โดยมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างจัดทําตรารับรองมาตรฐานนํ้ามะพร้าวนํ้าหอมแท้ 100% ซึ่งจะดําเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจยืนยันความเป็นนํ้ามะพร้าวนํ้าหอมแท้ 100% (ตรวจสารประกอบ)
สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัย และการแสดงฉลากต้องถูกต้อง และสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อกําหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมนํ้ามะพร้าว รวมถึงจะได้ประชาสัมพันธ์ตรารับรองมาตรฐานนํ้ามะพร้าวนํ้าหอมแท้ 100% เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศต่อไป
สำหรับมาตรการทางกฎหมาย โดยกําหนดมะพร้าวนํ้าหอมเป็นสินค้าควบคุม โดยอยู่ระหว่างการทําประชาพิจารณ์ เพื่อประกอบการจัดทําร่างประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กําหนดสินค้าและบริการควบคุม และมาตรการกํากับดูแล (สิ้นสุด 8 พ.ค. 69) ซึ่งมาตรการที่จะกําหนด อาทิ
การแจ้งข้อมูลปริมาณและราคารับซื้อมะพร้าวผลอ่อน ปริมาณและราคาจําหน่าย มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณการใช้/การแปรรูป ปริมาณคงเหลือ สถานที่จัดเก็บ ฯลฯ เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลรอบด้านในการกํากับดูแลทั้งระบบ ว่ามีผลผลิตเข้าสู่ระบบเท่าใด ปริมาณมีความสอดคล้องต่อการนําไปผลิตเป็นนํ้ามะพร้าวนํ้าหอมแท้ 100% หรือไม่ รวมถึงราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรมีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนิติบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าข่ายลักษณะนอมินี โดย CIB ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจเป้าหมายนิติบุคคลรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าว พบนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จํานวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และพบผู้ร่วมดําเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย / ชาวต่างชาติ 7 ราย โดยอยู่ระหว่างดําเนินการตามกฎหมายต่อไป
ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง
ข้อเท็จจริง ประเทศไทยยังจําเป็นต้องพึ่งพาการนําเข้าวัตถุดิบปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีน ซึ่งปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ในสภาวะปกติกระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการปริมาณและราคาปุ๋ยได้
อย่างไรก็ดี สภาวะสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ไม่สามารถนําวัตถุดิบปุ๋ยเข้ามาในประเทศได้ และ ประเทศจีนมีการบริหารจัดการการส่งออกปุ๋ยเพื่อให้เกษตรกรในประเทศมีปุ๋ยใช้ที่เพียงพอ
ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงได้ติดตามสถานการณ์และร่วมมือกับสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการค้า ผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ในการบริหารจัดการสต็อกให้มีเพียงพอและไม่ขึ้นราคาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน
สําหรับปริมาณปุ๋ยยูเรียที่ช่วงแรกกระทรวงฯ ได้เคยชี้แจงตามข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้องว่าจะมีเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีสต็อกอยู่ที่ 340,000 ตัน และคาดว่าจะนําเข้ามาในเดือนเมษายน 2569 ประมาณ 200,000 ตัน แต่ติดปัญหาเรือขนส่งแม่ปุ๋ยบางส่วนไม่สามารถผ่านช่อง แคบฮอร์มุซได้ซึ่งปุ๋ยที่เป็นประเด็นหลัก คือ ยูเรียประมาณ 36% อย่างไรก็ตามยังมีปุ๋ยที่ใช้ได้ปกติอีก 64% เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดจะขาดแคลนไปทั้งหมด
ระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งหาแหล่งนําเข้าปุ๋ยจากประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงด้านราคา ได้ดําเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในลําดับแรกก่อน สําหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
ด้านปริมาณปุ๋ย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จะมีโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวกลางในการดูแลหาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรสําเร็จ ต่อไป
สําหรับรายละเอียดของโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในการเข้าถึงการจําหน่ายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตรในราคาพิเศษ โดยมีเป้าหมายดําเนินการในพื้นที่ 40 จังหวัด 60 ครั้ง ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสําคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสําปะหลัง อ้อย ปาล์มนํ้ามัน ยางพารา และไม้ผล
โดยตั้งเป้าจําหน่ายปุ๋ยเคมีรวม 600,000 กระสอบ หรือครั้งละประมาณ 10,000 กระสอบ และจะเริ่มครั้งแรกที่จังหวัด กําแพงเพชร ระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก อําเภอคลองลาน สําหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสําปะหลัง อ้อย และข้าวโพด
สําหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” จะได้รับส่วนลดซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 300 บาท (เดิมได้เพียงกระสอบละ 200 บาท) จํานวนไม่เกิน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และได้รับส่วนลดซื้อเคมีเกษตรเพิ่มเติมอีก 50 บาท รวมเป็นส่วนลดทั้งสิ้น 1,550 บาทต่อครัวเรือน
ส่วนเกษตรกรที่มีเล่มเขียว และมี “บัตรดินดี” หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. จะได้รับสิทธิซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มอีก1 กระสอบ พร้อมส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และคูปองส่วนลดสําหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์อีก 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน
ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”
ข้อเท็จจริงกระทรวงพาณิชย์ดําเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา) และภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย) ออกสู่ตลาดมากในลักษณะกระจุกตัวพร้อมกันในหลายพื้นที่
ตั้งแต่ก่อนผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด เร่งผลักดันมะม่วงต้นฤดูสู่ตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณ Supply มะม่วงที่จะเป็นปัจจัยกดราคาในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์ เกษตร เช่น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 จัดให้มีการซื้อขายล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด
โดยจับคู่เจรจาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท ผู้นําเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท
พร้อมทั้งเตรียมการล่วงหน้าโดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ นําผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างฯ โรงงานแปรรูป อคส. เชื่อมโยงซื้อขายผ่านตลอดข้อตกลงของกรมฯ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 69 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีกลุ่มเกษตรกรมะม่วง จาก 4 จังหวัด (พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และเพชรบูรณ์) ปริมาณมะม่วงที่ ได้ทําสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 1,220 ตัน
การเชื่อมโยงกระจาย และดูดซับผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ สํานักงานพาณิชย์จังหวัดต้นทาง-ปลายทาง ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” งานธงฟ้า รถโมบายผลไม้ ฯลฯ ควบคู่ไปกับการรณรงค์บริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (ตะกร้าพลาสติก) ให้เกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตคุณภาพจําหน่ายให้กับผู้บริโภคในห้างสรรพสินค้า
ทั้งนี้ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ตลาดสด ตลาดกลาง และการทํา CSR เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม
กระทรวงฯ จะติดตามและดูแลต่อเนื่องกับมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ได้แก่ สายพันธุ์แฟนซี (งาช้างแดง แดงจักพรรดิ์ อาร์ทูอีทู) รวมถึง มะม่วงเขียวมรกตของจังหวัดลําพูน และมะม่วงนํ้าดอกไม้จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากในระยะต่อไป
กระทรวงพาณิชย์ มีความมั่นใจว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า ในเฟสต่างๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะช่วยสร้างให้เกิดความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ผลสําเร็จของความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ อาจจําเป็นต้องใช้เวลาก็ตาม






