
‘เอกนิติ’ กางแผนรับมือวิกฤตโลก จ่อแจก 1,000 บัตรสวัสดิการ
'เอกนิติ' กางแผนรับมือวิกฤตโลก ยันวินัยการคลังยังแกร่ง-เร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการ เดือนละ 1,000 บาท พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และยืนยันสถานะการคลังที่แข็งแกร่ง
- มีแผนพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน จากเดิม 300 บาท เป็นสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
- นายเอกนิติชี้แจงว่าสถานะการคลังของประเทศไม่ "ถังแตก" โดยระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ที่ 60% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถูกรุมเร้าด้วยวิกฤตพลังงานและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาฉายภาพรวมสถานะเศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด
หลังเดินทางกลับจากการประชุมร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ณ สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของวินัยการคลัง และมาตรการเชิงรุกในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อประคองประเทศผ่านพ้น "วิกฤตซ้อนวิกฤต"
สแกนเศรษฐกิจโลก ฝันร้ายของภาวะ Stagflation ที่ต้องระวัง
จากการแลกเปลี่ยนความเห็นในเวทีระดับโลก นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นวิกฤตโลก ที่ขยายตัวจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ลามสู่ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและเศรษฐกิจตกต่ำ หรือที่เรียกว่า Stagflation
คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1970 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจนี้ ไทยยังคงได้รับการมองว่าเป็น Safe Heaven หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทน เนื่องจากความมั่นคงและเสถียรภาพที่ยังคงโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน
คลัง ไม่ได้ "ถังแตก" แต่ต้องกู้เพื่อการลงทุน
ส่วนข้อสงสัยเรื่องฐานะการคลังที่ถูกวิจารณ์ว่า "ถังแตก" นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการขาดดุลการคลังจริง แต่เปรียบเสมือนการกู้เงินภายในครอบครัวเพื่อนำมาลงทุนในการศึกษาและอนาคตของลูกหลาน
ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรป และมีเพดานหนี้ที่ตั้งไว้เองที่ 70% ของ GDP ทำให้ยังมีช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) เหลืออยู่อีกประมาณ 800,000 ล้านบาท
สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 2570 กระทรวงการคลังยังคงยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลจาก 4.4% เหลือ 3.9% และจะเน้นการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบก่อสร้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อเกลี่ยเงินมาดูแลประชาชน
รักษาเรตติ้ง BBB+ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนโลก
ประเด็นเครดิตเรตติ้งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง (S&P, Moody’s และ Fitch) ยังคงอันดับประเทศไทยไว้ที่ BBB+
ทั้งนี้ ล่าสุด Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 เนื่องจากความเชื่อมั่นในการรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง
“การยืนยันสถานะ Investment Grade นี้ ช่วยให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สนใจย้ายฐานการผลิตมายังไทย”นายเอกนิติกล่าว
มาตรการช่วยเหลือ: "Targeted" มุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง
สำหรับหัวใจหลักของการดำเนินนโยบายในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ จะเน้นการช่วยเหลือที่ตรงจุด (Targeted) แทนการหว่านแห โดยกระทรวงการคลังวางแผนดูแลกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1.ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแผนทบทวนแบบสำรวจผู้รับสิทธิใหม่ เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับปัจจุบัน และรัฐบาลจะพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน จากเดิม 300 บาท เป็นสูงสุดถึง 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อลดภาระค่าครองชีพและน้ำมัน
2.ภาคการขนส่งและเกษตรกร โดยขยายความช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก และการเจรจานำเข้าปุ๋ยราคาถูกจากรัสเซียเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามสภาพดิน
3.โครงการคนละครึ่ง พลัส อาจมีการออกแบบใหม่ให้รัฐช่วยสมทบทุนมากขึ้น โดยอาจจะไม่ได้ยึดรูปแบบการสมทบเงินฝ่ายละครึ่ง (50:50) เหมือนในอดีตเสมอไป แต่อาจมีการปรับสัดส่วนให้ "รัฐช่วยจ่ายมากกว่าครึ่ง" ในบางกรณี สำหรับกลุ่มที่มีรายได้น้อย เพื่อลดภาระทางการเงินอย่างแท้จริง
พ.ร.ก. กู้เงิน: "กระสุนสำรอง" ที่ต้องโปร่งใส
ในส่วนของความเป็นไปได้ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า เป็นการเตรียมความพร้อมในกรณีที่งบประมาณปกติไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตโลกที่อาจยาวนาน แต่กำชับว่าหากต้องกู้ จะต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่พลังงานสะอาด (Solar Rooftop) หรือการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและแก้ปัญหา PM 2.5 ทั้งนี้ทุกขั้นตอนจะต้องตรวจสอบได้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน
ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านวิกฤตครั้งนี้ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากวิกฤตพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเดินหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดและมีต้นทุนต่ำกว่าในระยะยาว จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย
ขณะเดียวกัน ได้มอบมายให้ กรมสรรพสามิต เร่งหารือร่วมกับผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อวางระบบการจัดการรถเก่าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การส่งออก การนำรถเก่าที่ยังใช้งานได้ไปส่งออกยังตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการ และการแยกชิ้นส่วนและรีไซเคิล การนำรถมาแยกชิ้นส่วนเพื่อนำเครื่องยนต์หรือวัสดุต่างๆ ไปรีไซเคิลและส่งออกเป็นอะไหล่ เพื่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ก้าวต่อไปสู่ "โอลิมปิกทางการเงิน"
นายเอกนิติ ยังได้กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน "โอลิมปิกทางการเงินของโลก" ภายใต้หัวข้อ "Entering New Horizon"
มั่นใจว่า แม้วิกฤตครั้งนี้จะยากกว่าปี 2540 เพราะกระทบถึงคนตัวเล็กจำนวนมาก แต่ด้วยรากฐานสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งและการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศให้แข็งแกร่งกว่าเดิม







