thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ กางแผนรับมือวิกฤตโลก จ่อแจก 1,000 บัตรสวัสดิการ

‘เอกนิติ’ กางแผนรับมือวิกฤตโลก จ่อแจก 1,000 บัตรสวัสดิการ

23 เม.ย. 69 | 08:47 น.
อัปเดตล่าสุด :23 เม.ย. 69 | 08:54 น.

'เอกนิติ' กางแผนรับมือวิกฤตโลก ยันวินัยการคลังยังแกร่ง-เร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการ เดือนละ 1,000 บาท พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และยืนยันสถานะการคลังที่แข็งแกร่ง
  • มีแผนพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน จากเดิม 300 บาท เป็นสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
  • นายเอกนิติชี้แจงว่าสถานะการคลังของประเทศไม่ "ถังแตก" โดยระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ที่ 60% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถูกรุมเร้าด้วยวิกฤตพลังงานและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาฉายภาพรวมสถานะเศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด

หลังเดินทางกลับจากการประชุมร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ณ สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของวินัยการคลัง และมาตรการเชิงรุกในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อประคองประเทศผ่านพ้น "วิกฤตซ้อนวิกฤต"

สแกนเศรษฐกิจโลก ฝันร้ายของภาวะ Stagflation ที่ต้องระวัง

จากการแลกเปลี่ยนความเห็นในเวทีระดับโลก นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นวิกฤตโลก ที่ขยายตัวจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ลามสู่ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและเศรษฐกิจตกต่ำ หรือที่เรียกว่า Stagflation

คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1970 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจนี้ ไทยยังคงได้รับการมองว่าเป็น Safe Heaven หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทน เนื่องจากความมั่นคงและเสถียรภาพที่ยังคงโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน

คลัง ไม่ได้ "ถังแตก" แต่ต้องกู้เพื่อการลงทุน

ส่วนข้อสงสัยเรื่องฐานะการคลังที่ถูกวิจารณ์ว่า "ถังแตก" นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการขาดดุลการคลังจริง แต่เปรียบเสมือนการกู้เงินภายในครอบครัวเพื่อนำมาลงทุนในการศึกษาและอนาคตของลูกหลาน

ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรป และมีเพดานหนี้ที่ตั้งไว้เองที่ 70% ของ GDP ทำให้ยังมีช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) เหลืออยู่อีกประมาณ 800,000 ล้านบาท

สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 2570 กระทรวงการคลังยังคงยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลจาก 4.4% เหลือ 3.9% และจะเน้นการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบก่อสร้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อเกลี่ยเงินมาดูแลประชาชน

รักษาเรตติ้ง BBB+ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนโลก

ประเด็นเครดิตเรตติ้งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง (S&P, Moody’s และ Fitch) ยังคงอันดับประเทศไทยไว้ที่ BBB+

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ล่าสุด Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 เนื่องจากความเชื่อมั่นในการรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง

“การยืนยันสถานะ Investment Grade นี้ ช่วยให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สนใจย้ายฐานการผลิตมายังไทย”นายเอกนิติกล่าว

มาตรการช่วยเหลือ: "Targeted" มุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง

สำหรับหัวใจหลักของการดำเนินนโยบายในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ จะเน้นการช่วยเหลือที่ตรงจุด (Targeted) แทนการหว่านแห โดยกระทรวงการคลังวางแผนดูแลกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1.ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแผนทบทวนแบบสำรวจผู้รับสิทธิใหม่ เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับปัจจุบัน และรัฐบาลจะพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน จากเดิม 300 บาท เป็นสูงสุดถึง 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อลดภาระค่าครองชีพและน้ำมัน

2.ภาคการขนส่งและเกษตรกร โดยขยายความช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก และการเจรจานำเข้าปุ๋ยราคาถูกจากรัสเซียเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามสภาพดิน

3.โครงการคนละครึ่ง พลัส อาจมีการออกแบบใหม่ให้รัฐช่วยสมทบทุนมากขึ้น โดยอาจจะไม่ได้ยึดรูปแบบการสมทบเงินฝ่ายละครึ่ง (50:50) เหมือนในอดีตเสมอไป แต่อาจมีการปรับสัดส่วนให้ "รัฐช่วยจ่ายมากกว่าครึ่ง" ในบางกรณี สำหรับกลุ่มที่มีรายได้น้อย เพื่อลดภาระทางการเงินอย่างแท้จริง

พ.ร.ก. กู้เงิน: "กระสุนสำรอง" ที่ต้องโปร่งใส

ในส่วนของความเป็นไปได้ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า เป็นการเตรียมความพร้อมในกรณีที่งบประมาณปกติไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตโลกที่อาจยาวนาน แต่กำชับว่าหากต้องกู้ จะต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่พลังงานสะอาด (Solar Rooftop) หรือการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและแก้ปัญหา PM 2.5 ทั้งนี้ทุกขั้นตอนจะต้องตรวจสอบได้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านวิกฤตครั้งนี้ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากวิกฤตพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเดินหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดและมีต้นทุนต่ำกว่าในระยะยาว จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย

ขณะเดียวกัน ได้มอบมายให้ กรมสรรพสามิต เร่งหารือร่วมกับผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อวางระบบการจัดการรถเก่าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การส่งออก การนำรถเก่าที่ยังใช้งานได้ไปส่งออกยังตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการ และการแยกชิ้นส่วนและรีไซเคิล การนำรถมาแยกชิ้นส่วนเพื่อนำเครื่องยนต์หรือวัสดุต่างๆ ไปรีไซเคิลและส่งออกเป็นอะไหล่ เพื่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ก้าวต่อไปสู่ "โอลิมปิกทางการเงิน"

นายเอกนิติ ยังได้กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน "โอลิมปิกทางการเงินของโลก" ภายใต้หัวข้อ "Entering New Horizon"

มั่นใจว่า แม้วิกฤตครั้งนี้จะยากกว่าปี 2540 เพราะกระทบถึงคนตัวเล็กจำนวนมาก แต่ด้วยรากฐานสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งและการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศให้แข็งแกร่งกว่าเดิม