
10 ปี เครดิตเรทติ้งไทย จากจุดสูงสุด สู่ช่วงวิกฤต และสัญญาณฟื้นตัว
เปิดสถิติ 10 ปี เครดิตเรทติ้งไทย ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน กับรัฐบาลแต่ละยุคสมัย เช็ควิวัฒนาการและสถานการณ์ประเทศจากจุดสูงสุด สู่ช่วงวิกฤต และสัญญาณฟื้น
KEY
POINTS
- Moody's ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก "ลบ" (Negative) กลับมาเป็น "มีเสถียรภาพ" (Stable) ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวครั้งสำคัญ
- ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อันดับเครดิตหลักของไทย (BBB+/Baa1) ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ "แนวโน้ม" (Outlook) มีความผันผวนสูง สะท้อนสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในแต่ละช่วง
- เครดิตเรทติ้งไทยเคยถึงจุดสูงสุดในปี 2562 ที่มีแนวโน้มเป็น "บวก" (Positive) ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากผลกระทบโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง
- ปัจจัยสำคัญที่สถาบันจัดอันดับจับตามองในอนาคต คือเสถียรภาพทางการเมือง วินัยการคลังระยะกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Moody's Ratings ส่งข่าวดีมายังประเทศไทย ด้วยการประกาศปรับ Outlook หรือ แนวโน้มของเครดิตเรทติ้งไทยจาก Negative กลับมาเป็น Stable พร้อมยืนยันอันดับ Baa1 อันเดิม นับเป็นสัญญาณบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ไทยเผชิญกระแสปรับลด Outlook จากสถาบันจัดอันดับระดับโลกในรอบปีที่แล้ว ทว่าเมื่อพิจารณาภาพรวมทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา เส้นทางของเครดิตเรทติ้งไทยนั้นไม่ได้ราบเรียบอย่างที่หลายคนเข้าใจ
รายงานพิเศษฉบับนี้จะพาผู้อ่านย้อนไปดูพัฒนาการของอันดับความน่าเชื่อถือไทยตลอด 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน วิเคราะห์ว่าแต่ละยุคนายกรัฐมนตรีส่งผลต่อสายตาของนักจัดอันดับอย่างไร เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคและโลก และสรุปว่าปี 2569 นี้ นักลงทุนและนักธุรกิจควรประเมินความเสี่ยงประเทศไทยอย่างไร
เครดิตเรทติ้งคืออะไร และทำไมต้องสนใจ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเครดิตเรทติ้งของประเทศ หรือ Sovereign Credit Rating นั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่คือใบรับรองความน่าเชื่อถือที่กองทุนบำเหน็จบำนาญ ธนาคารกลาง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และนักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ตัดสินใจว่าจะให้ประเทศนั้นยืมเงินหรือไม่ และในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด
สามสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้แก่ Moody's, Standard & Poor's (S&P) และ Fitch Ratings ต่างมีระบบจัดอันดับที่คล้ายกัน โดยแบ่งหยาบๆ ออกเป็นสองชั้น คือ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป หรือ Baa3 ขึ้นไปในระบบ Moody's)
หมายถึงความเสี่ยงต่ำเหมาะสำหรับการลงทุน กับ Speculative Grade หรือที่ตลาดเรียกว่า "Junk Bond" ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า ต้นทุนการกู้ยืมแพงกว่า และกองทุนบางประเภทถูกข้อบังคับไม่ให้ถือสินทรัพย์ในหมวดนี้
ปัจจุบัน ไทยอยู่ที่ระดับ BBB+/Baa1 ซึ่งเป็น Investment Grade ชั้นที่สาม หรือสูงกว่าขีดแบ่ง Junk Bond เพียงสามขั้น ฟังดูอาจไม่มากนัก แต่หมายความว่าไทยยังอยู่ใน "คลับ" ที่นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้อย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์
สิ่งที่นักธุรกิจต้องเข้าใจคือผลกระทบทางอ้อม เมื่อเครดิตเรทติ้งประเทศลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น งบประมาณที่ต้องใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณสุขลดลง ขณะที่ภาคเอกชนก็ได้รับผลพวงตาม เพราะค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อน ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และการระดมทุนในตลาดต่างประเทศแพงขึ้น
10 ปีที่ผ่านมา: เส้นทางที่ดูนิ่งแต่ไม่ราบเรียบ
หากดูแค่ "ตัวเลข" เครดิตเรทติ้งไทยนั้นดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตลอด 10 ปี ทั้งสามสถาบันต่างยืนยัน BBB+ หรือ Baa1 มาโดยตลอด ไม่มีการปรับลดหรือปรับขึ้นตัวเรทติ้งหลัก แต่นั่นคือภาพลวงตา เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ Outlook หรือแนวโน้ม ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณไฟจราจรที่บอกว่าเรทติ้งหลักกำลังจะเดินไปทิศใดในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า
ช่วงปี 2558–2561: เสถียรภาพในความเงียบ
ช่วงสี่ปีแรก ทั้งสามสถาบันคง BBB+/Baa1 Stable ตลอด รัฐบาลทหารสร้างความนิ่งทางการเมืองที่สถาบันจัดอันดับชื่นชอบ แต่ GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.5% ต่ำกว่าศักยภาพ EEC เริ่มต้น แต่การลงทุนเอกชนยังเฉื่อยชา ภาพที่ได้คือเรทติ้งที่คงที่แต่ไม่ได้สะท้อนพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
ปี 2562: จุดสูงสุดในรอบทศวรรษ
ปีนี้คือปีทองของเครดิตเรทติ้งไทยในรอบ 10 ปี Moody's ปรับ Outlook เป็น Positive ในเดือนกรกฎาคม ตามด้วย S&P ในเดือนธันวาคม นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สองสถาบันพร้อมกันส่งสัญญาณว่าไทยอาจได้รับการปรับขึ้นเรทติ้ง บริบทในขณะนั้นคือผลเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ทำให้รัฐบาลมีฐานประชาธิปไตยรองรับ เศรษฐกิจท่องเที่ยวบูมต่อเนื่อง ฐานะต่างประเทศแข็งแกร่ง และตลาดส่งออกยังไปได้ดี นักลงทุนต่างประเทศมองไทยด้วยความหวังมากกว่าที่เคยเป็นในรอบหลายปี
ปี 2563: โควิด-19 พลิกทุกอย่าง
ทั้ง Moody's และ S&P รีบปรับ Outlook ลงจาก Positive เป็น Stable ในเดือนเมษายน เมื่อ GDP ไทยหดตัว 6.2% ซึ่งหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งในบางมาตรวัด นักท่องเที่ยวหายไปแทบ 100% รัฐบาลต้องกู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพอกพูนหนี้สาธารณะที่ยังคงเป็นปัญหาลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน
ปี 2564–2567: ฟื้นตัวแบบง่อยเปลี้ย
ทุกสถาบันคง Stable แต่ใต้ผิวน้ำมีความกังวลสะสม หนี้สาธารณะพุ่งจาก 34% ของ GDP ในปี 2562 เป็น 64% ในปี 2567 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาเพียงห้าปี GDP ไทยโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB ความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น และภาคท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาด ช่วงนี้ไทยมีนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนถึงสองคน ทั้งประยุทธ์ที่ถูกศาลพักงานชั่วคราว และเศรษฐาที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2567
ปี 2568: พายุการเมืองพัดถล่ม
นี่คือปีที่สถานการณ์เครดิตเรทติ้งไทยย่ำแย่ที่สุดในรอบ 10 ปี Moody's ยิงสัญญาณเตือนเป็นสถาบันแรกในเดือนเมษายน ด้วยการประกาศปรับ Outlook เป็น Negative ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 17 ปี เหตุผลที่ระบุมีทั้งความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กระทบการส่งออกไทย และพื้นที่การคลังที่แคบลงจนไม่เพียงพอรับมือวิกฤตใหม่ได้เช่นเดิม
ต่อมาในเดือนกันยายน หลังจากแพทองธารถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจากคดีโทรศัพท์หลุดกับอดีตผู้นำกัมพูชา Fitch ก็ประกาศปรับ Negative ตาม อ้างทั้งความวุ่นวายทางการเมืองและการขาดแผนชัดเจนในการลดการขาดดุลการคลัง ทว่า S&P เลือกเดินเกมอนุรักษ์นิยมกว่า โดยยืนยัน BBB+ Stable ในเดือนพฤศจิกายน พร้อมชื่นชมกรอบการคลังระยะกลางที่รัฐบาลประกาศ
ปี 2569: สัญญาณฟื้น แต่ยังไม่สิ้นสุด
วานนี้ 21 เมษายน Moody's ส่งข่าวดีที่หลายฝ่ายรอคอย ด้วยการปรับ Outlook กลับเป็น Stable โดยระบุว่าความเสี่ยงจาก Trump Tariffs ลดลงหลังสหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีสินค้าไทยให้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค และโมเมนตัมการลงทุนเริ่มฟื้นตัว การที่อนุทินชนะการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ก็ช่วยสร้างเสถียรภาพในสายตาของนักลงทุน ขณะที่ Fitch ยังคง Negative และจะประเมินใหม่อีกครั้งในช่วงสิงหาคม–กันยายน 2569
ตลอด 10 ปี ตัวเรทติ้งหลักไม่เคยเปลี่ยน แต่ Outlook เปรียบเหมือนเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิของเศรษฐกิจและการเมือง สิ่งที่สถาบันจัดอันดับเฝ้าดูอยู่ตลอดไม่ใช่ตัวเลข GDP วันนี้ แต่คือความน่าเชื่อถือของนโยบายในระยะยาว
ยุคนายกฯ กับ Outlook ที่แตกต่าง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ค. 2557 – ส.ค. 2566)
ในช่วง 9 ปีที่ยาวนานที่สุดของยุคสมัยนี้ เครดิตเรทติ้งไทยผ่านทั้งจุดสูงสุดและวิกฤต รัฐบาลทหารในช่วงแรกสร้างความเสถียรภาพทางการเมืองที่สถาบันจัดอันดับชื่นชอบ แต่ขาดกลไกประชาธิปไตยที่หนุนการลงทุนระยะยาว
จุดเด่นคือปี 2562 ที่ Moody's และ S&P พร้อมกันยก Outlook เป็น Positive ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ ทว่าโควิด-19 ในปี 2563 ทำลายโมเมนตัมนั้นอย่างสิ้นเชิง หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 58% ของ GDP ในเวลาเพียงสองปี กลายเป็นมรดกทางการคลังที่รัฐบาลต่อๆ มาต้องแบกรับ และ GDP ตลอดยุคนี้เฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศ BBB
เศรษฐา ทวีสิน (ส.ค. 2566 – ส.ค. 2567)
แม้จะดำรงตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งปี แต่ยุคเศรษฐาสร้างสัญญาณความหวัง Moody's ยืนยัน Baa1 Stable ในเดือนเมษายน 2567 ชื่นชมความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Digital Wallet และการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม การถูกถอดถอนโดยศาลรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม 2567 เหตุแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติทุจริตเข้าคณะรัฐมนตรี เป็นสัญญาณแรกที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเริ่มกังวลอย่างจริงจังเรื่องการปกครองและเสถียรภาพทางการเมืองของไทย
แพทองธาร ชินวัตร (ส.ค. 2567 – ส.ค. 2568)
ยุคนี้คือช่วงที่เครดิตเรทติ้งไทยถูกกดดันสูงสุดในรอบ 10 ปี ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่มาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ต่อเนื่อง ในห้วงเวลาเดียวกัน หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 59.4% ของ GDP ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ BBB
รัฐบาลประเมินว่าจะขาดดุลงบประมาณ 4.6% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสูงกว่าที่ควรจะเป็น Fitch ระบุตรงๆ ว่า "เส้นทางการลดการขาดดุลหลังปี 2569 ยังไม่ชัดเจน" อันเป็นข้อกล่าวหาที่หนักมากในภาษาของสถาบันจัดอันดับ
อนุทิน ชาญวีรกูล (ก.ย. 2568 – ปัจจุบัน)
ยุคอนุทินเริ่มต้นด้วยการรับมรดกความกังวลจากสองรัฐบาลก่อน แต่ส่งสัญญาณเชิงบวกหลายอย่าง การชนะการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางนโยบายในสายตาสถาบันจัดอันดับ และข่าวดีจาก Moody's เมื่อวานนี้ก็เป็นหลักฐานว่าทิศทางกำลังเปลี่ยน ทว่ายังต้องผ่านด่านสำคัญอีกครั้งกับ Fitch ในช่วงปลายปีนี้
ไทยอยู่ตรงไหนในโลก: เปรียบเทียบประเทศต่อประเทศ
ตัวเลข BBB+/Baa1 บอกเราว่าไทยอยู่ที่ไหนในสเกลสมบูรณ์ แต่ความหมายที่แท้จริงสำหรับนักลงทุนคือไทยอยู่ที่ไหนในกลุ่มเดียวกัน และไทยกำลัง "แพ้" หรือ "ชนะ" ประเทศคู่แข่งหรือไม่
ในอาเซียน ไทยถูก "ล้อม" จากทั้งสองทิศ
สิงคโปร์ยืนหยัดที่ AAA ทุกสถาบัน ไม่มีแม้แต่สัญญาณว่าจะขยับลง มาเลเซียคงที่ A3/A- ของ Moody's และ S&P ซึ่งสูงกว่าไทยถึงสองระดับ ฟิลิปปินส์อยู่ที่ BBB+/Baa2 ใกล้เคียงกับไทย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือฟิลิปปินส์มี Outlook Positive ที่ S&P ซึ่งหมายความว่ากำลังเดินหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ไทยในยุคเดียวกันยังแบกรับ Outlook Negative ของ Fitch อยู่
อินโดนีเซียอยู่ที่ Baa2/BBB ซึ่งต่ำกว่าไทยหนึ่งขั้น แต่มีสัญญาณ Stable ที่สม่ำเสมอและ GDP ที่โตแข็งแกร่งกว่า 5% ต่อปี หากอินโดนีเซียรักษาแนวทางนี้ได้ ระยะห่างระหว่างสองประเทศอาจแคบลงในอีกไม่กี่ปี และอาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับนักลงทุนที่กำลังเปรียบเทียบสองตลาดนี้
เวียดนามยังอยู่ในระดับ Ba2/BB+ ซึ่งยังเป็น Speculative Grade อยู่ แต่นักลงทุนทั่วโลกยังคงเทเงินเข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เพราะค่าแรงที่ต่ำกว่า และความสามารถในการดูดซับ Supply Chain จากจีนหลังยุคสงครามการค้า ตรงนี้คือสัญญาณเตือนว่าเครดิตเรทติ้งอย่างเดียวไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจลงทุน
ในระดับโลก: บทเรียนจากมหาอำนาจ
บทเรียนสำคัญจากปี 2568 ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องปรับกรอบความคิด คือการที่ Moody's ปรับลดเรทติ้งสหรัฐอเมริกาจาก Aaa เป็น Aa1 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่สหรัฐฯ สูญเสียอันดับ AAA จากทุกสถาบันหลัก เหตุผลคือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะพุ่งสู่ 134% ของ GDP ในปี 2578 และการขาดดุลที่หนักหน่วงถึง 7% ของ GDP ต่อปี
ในทำนองเดียวกัน Fitch ปรับลดเรทติ้งจีนจาก A+ เป็น A ในเดือนเมษายน 2568 อ้างถึงหนี้สาธารณะที่พุ่งและผลพวงจากสงครามการค้า เหตุการณ์เหล่านี้ส่งสารสำคัญแก่นักลงทุนว่าในโลกยุคใหม่ แม้แต่มหาอำนาจก็หนีพ้นแรงกดดันด้านเครดิตไม่ได้ และยิ่งทำให้ BBB+/Baa1 ของไทยมีบริบทใหม่ คือไทยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอิตาลี สูงกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันออก และยังห่างไกลจากการถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง
5 ปัจจัยชี้ชะตาในปี 2569
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่าในปี 2569 ทั้งสามสถาบันจะทยอยประเมินไทยอีกครั้ง โดย Fitch และ S&P จะทำในช่วงสิงหาคม–กันยายน และนี่คือ 5 ปัจจัยที่จะชี้ว่าไทยจะรักษาหรือปรับเปลี่ยนระดับเครดิต
1. เสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย ถือเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในสายตาของสถาบันจัดอันดับทั้งสาม ไทยผ่านการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คนใน 3 ปี ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนด้านนโยบายสูงมาก การที่อนุทินชนะเลือกตั้งและยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ถือเป็นสัญญาณบวก แต่สถาบันจัดอันดับต้องการเห็นความต่อเนื่องนานกว่านี้
2. วินัยการคลังระยะกลาง รัฐบาลประกาศเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณจากกว่า 4% ของ GDP ลงเหลือ 3% ภายในปี 2573 Fitch ระบุว่าเส้นทางการลดการขาดดุลหลังปี 2569 ยังไม่ชัดเจน นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในรอบประเมินปลายปี 2569
3. การเติบโต GDP Fitch คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.9% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB ที่ 2.7% หากตัวเลขจริงออกมาต่ำกว่านี้ โอกาสถูกปรับลดเรทติ้งจริงๆ ไม่ใช่แค่ Outlook จะสูงขึ้น
4. ประชากรสูงอายุและโครงสร้างเศรษฐกิจ ไทยเป็นสังคมสูงอายุระดับเดียวกับญี่ปุ่น แต่มี GDP ต่อหัวเพียงหนึ่งในห้าของญี่ปุ่น สถาบันจัดอันดับต้องการเห็นแผนรับมือภาระสวัสดิการระยะยาวที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่นโยบายระยะสั้น
5. อุตสาหกรรมเป้าหมายและ New S-Curve ไทยกำหนด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึง EV, Biotech, Digital Economy แต่สถาบันจัดอันดับต้องการเห็นตัวเลข FDI จริงที่ไหลเข้า ไม่ใช่แค่แผนบนกระดาษ
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจ
สำหรับผู้ที่อ่านรายงานนี้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริง มีข้อสรุปเชิงปฏิบัติสี่ประการ
1.อย่าตื่นตระหนกกับ Outlook Negative ของ Fitch เพราะในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ทุกครั้งที่ถูกปรับ Outlook Negative ก็สามารถแก้ไขได้และกลับสู่ Stable อีกครั้งเสมอ และที่สำคัญกว่านั้น ตลาดหุ้นไทย (SET) ตอบสนองต่อข่าว Moody's ปรับ Outlook Negative ในเดือนเมษายน 2568 ด้วยการปรับตัวขึ้น 3.25% ในวันเดียวกัน สะท้อนว่าตลาดได้ "กำหนดราคา" ความเสี่ยงนี้ล่วงหน้าไปแล้ว
2.จับตาการประเมินของ Fitch ช่วงสิงหาคม–กันยายน 2569 นี่คือ "วันชี้ชะตา" ที่แท้จริง หากรัฐบาลอนุทินสามารถแสดงให้เห็นว่าหนี้สาธารณะกำลังอยู่ในแนวโน้มลดลง และมีแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ โอกาสที่ Fitch จะปรับกลับ Stable มีสูง แต่หากตัวเลข GDP ต่ำกว่าคาดมาก โอกาสปรับลดเรทติ้งจริงก็จะเพิ่มขึ้น
3.มองข้ามรั้วบ้านให้กว้างขึ้น ฟิลิปปินส์ที่ Outlook Positive ในระดับ BBB+ เดียวกันกำลังจะได้รับการปรับขึ้นเรทติ้ง ซึ่งจะดึงดูดเงินทุนต่างประเทศมากขึ้นและอาจมาแทนที่ไทยในพอร์ตของนักลงทุนบางกลุ่ม นักธุรกิจที่กำลังตัดสินใจขยายธุรกิจในภูมิภาคจึงต้องพิจารณาปัจจัยนี้
4.เครดิตเรทติ้งเป็นตัวชี้นำ ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจลงทุนในหุ้นไทย ตราสารหนี้ หรือขยายธุรกิจ ควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น Valuation ของตลาด สภาพคล่องในระบบ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระแสเงินทุนต่างประเทศ Krungsri Research ระบุว่ายังมีมุมมองพื้นฐานว่าการถูกปรับลดเรทติ้งจริงนั้นมีโอกาสน้อย ตราบเท่าที่รัฐบาลยังเน้นวินัยการคลังและนโยบายที่ต่อเนื่อง
บทสรุป ไทยยืนบน "ขอบ" ที่ยังจัดการได้
ภาพรวมของเครดิตเรทติ้งไทยตลอด 10 ปีนั้นให้บทเรียนที่ชัดเจน คือเรทติ้งหลักไม่เคยเปลี่ยน แต่เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นแคบลงเรื่อยๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 34% เป็นเกือบ 64% ของ GDP มี GDP ที่โตช้ากว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเดียวกัน และผ่านการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในเวลาอันสั้นมากกว่าประเทศ Investment Grade ส่วนใหญ่ในภูมิภาค
ทว่าสิ่งที่ยึดไทยไว้ที่ระดับนี้ได้ตลอดก็มีอยู่จริง ได้แก่ ฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลบาท ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB เกือบครึ่ง และระบบธนาคารที่มีเสถียรภาพ เหล่านี้คือ "ภูมิคุ้มกัน" ที่ทำให้ไทยยังยืนอยู่ใน Investment Grade แม้ผ่านพายุหลายลูก
ประเทศไทยยังไม่เคยถูกปรับลดเรทติ้งหลักจาก Moody's นับตั้งแต่ปี 2546 แม้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 และโควิด-19 ปี 2563 นั่นคือจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ลบเลือนได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเลยวินัยการคลัง
สำหรับปี 2569 นี้ ข่าวดีจาก Moody's เมื่อวานคือสัญญาณที่ดีว่าหากรัฐบาลอนุทินรักษาเสถียรภาพและเดินหน้าวินัยการคลัง โอกาสที่ไทยจะรักษาระดับ BBB+/Baa1 และดึง Fitch กลับมา Stable ได้นั้นมีอยู่จริง แต่อย่างที่สถาบันจัดอันดับทุกแห่งย้ำเตือนเสมอว่า ใน 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขการคลังจะพูดว่าอะไร ไม่ใช่คำประกาศของรัฐบาล
ที่มาข้อมูล: Moody's Ratings, S&P Global Ratings, Fitch Ratings, Krungsri Research, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)







