
ดาวโจนส์ปิดบวก 301.68 จุด นักลงทุนหวังสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องยุติสงคราม
ดาวโจนส์ปิดบวก 301.68 จุด รับความหวังสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องเจรจายุติสงคราม จับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกกว่า 300 จุด จากความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
- ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าได้รับการติดต่อจากอิหร่านที่แสดงความต้องการทำข้อตกลงยุติสงคราม
- ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (13 เม.ย.) หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม
ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่ายังคงมีทางออกสำหรับการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อีกทั้งนักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,218.25 จุด เพิ่มขึ้น 301.68 จุด หรือ +0.63%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,886.24 จุด เพิ่มขึ้น 69.35 จุด หรือ +1.02%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,183.74 จุด เพิ่มขึ้น 280.84 จุด หรือ +1.23%
โดยในช่วงแรก ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม ในการเจรจาสันติภาพซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศปากีสถานเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่อิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย
ทั้งนี้ ดาวโจนส์ รวมทั้ง S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นสู่แดนบวก หลังจากทรัมป์ ระบุว่า คณะบริหารได้รับสายโทรศัพท์จากอิหร่านเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ โดยอ้างว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลงเป็นอย่างมาก
ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความกระตือรือร้นในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งด้วยเช่นกัน
แม้ว่าทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะเจรจากับอิหร่านอีกรอบก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เม.ย.หรือไม่ แต่สื่อหลายสำนักของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และแหล่งข่าวในภูมิภาคว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็เปิดช่องทางไว้สำหรับการเจรจาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ราคาน้ำมัน WTI ลดช่วงบวกลงมาปิดที่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล รวมถึงการแสดงความเห็นของออสแตน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) สาขาชิคาโกซึ่งระบุว่า ทิศทางของตลาดน้ำมันในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และตราบใดที่ยังเป็นเช่นนี้ ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจอยู่ในวงจำกัด
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้น 1.73% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.72% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.19% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวลง 1.04%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ซึ่งรวมถึงหุ้น Microsoft ปิดตลาดพุ่งขึ้น 3.6% และหุ้น Oracle ทะยานขึ้น 12.7%
หุ้นกลุ่มธุรกิจเดินทางในดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Transportation Average Index) ปรับตัวลง 2.5% ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ หุ้น United Airlines และหุ้น Delta Air Lines ต่างก็ร่วงลงกว่า 1% และหุ้น American Airlines ปรับตัวลง 0.8%
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึง JPMorgan, Citi และ Wells Fargo นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยจากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯ ลดลง 3.6% ในเดือนมี.ค. สู่ระดับ 3.980 ล้านหน่วยต่อปีเมื่อปรับตามฤดูกาล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยอดขายอาจชะลอลงสู่ระดับ 4.06 ล้านหน่วยต่อปี







