
เศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ พลังงาน-การคลังดันหนี้พุ่ง 70% ปี 70
นักวิชาการชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ หลังพลังงาน-การคลังดันหนี้พุ่ง 70% ปี 70 แนะรื้องบปี 69 ทำใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ โดยวิกฤตด้านพลังงานอาจลุกลามบานปลายไปสู่วิกฤตการคลัง
- นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล หากไม่สามารถขยายเศรษฐกิจได้ตามเป้า จะทำให้การจัดเก็บภาษีพลาดเป้าและเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง
- ความเสี่ยงดังกล่าวอาจผลักดันให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งสูงเกินเพดาน 70% ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาดูนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 แล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ได้คิดอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาวะสินค้าขาดแคลนและราคาพุ่งสูงจะเกิดขึ้น
รัฐบาลต้องรื้อและทบทวนแนวทางการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ใหม่เพื่อให้รับมือต่อสถานการณ์วิกฤตการณ์ได้ดียิ่งขึ้น นโยบายต้องมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ การเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมต้องกระจายไปยังคนส่วนใหญ่
ความจริงในเวลานี้ คือ รายได้และผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนเล็กๆที่เป็นเครือข่ายใกล้ชิดของผู้อำนาจใช่หรือไม่ การเติบโตที่ไม่กระจายตัวไปยังคนส่วนใหญ่ สภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ยังคงดำรงอยู่อย่างยาวนาน จนไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับต้น
หลังรัฐประหารปี 2549 ภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหาร คสช. ที่ยาวนาน ไทยไม่เคยกลับไปมีเศรษฐกิจโตในระดับ 5-6% อีกเลยหลังจากปี 2561 สังคมไทยเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง พลังประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาว พรรคอนาคตใหม่ กับ พลังของระบอบอำนาจนิยม คสช นำไปสู่การประท้วงใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวหน้าขึ้น ปฏิรูประบบสถาบันให้ดีขึ้น
แต่เผชิญการกดปราบอย่างรุนแรงจากระบอบ คสช ต่อมาเราก็เจอกับวิกฤติแพร่ระบาดของโควิด เกิด Covid Lockdown ตั้งแต่นั้นมา เศรษฐกิจไทยไม่เคยกับไปสู่ระดับการเติบโตใกล้เคียงศักยภาพอีกเลย และ มีการฟื้นอย่างช้าๆแบบรูป K-Shape คนส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น ฟื้นเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เติบโต ภาวะสงครามตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินนั้นผิดผลาด ซึ่งไม่แน่ใจว่า ผิดผลาดโดยสุจริต คือ ความไม่รู้เท่าทัน หรือ ผิดผลาดโดยทุจริต เปิดช่องให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไรจากนโยบายพลังงาน เพื่อ ถอนทุนหรือไม่??? ต้องขอเรียนตามตรงว่า “หากทำงานช้าแบบนี้ ไม่เชิงรุก ไม่คิดล่วงหน้า ไม่ดักทางวิกฤติล่วงหน้า จะพาเดือดร้อนและจนหมดพร้อมกันทั้งประเทศ
การไม่ตระหนักว่า ต้องบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ รวมทั้ง ไม่มีนโยบายหรือมาตรการตอบสนองภาวะวิกฤติได้อย่างทันสถานการณ์พลวัตสูงเช่นนี้ ประชาชนจะลำบากมาก ทนไม่ไหวออกจะออกมาชุมนุมขอความช่วยเหลือ จะเห็นสภาพ ทนกับความเดือดร้อน ยากลำบากทางเศรษฐกิจไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่รวยไม่ไหวแล้ว ที่รวยไม่ไหว น่าจะเป็นพวกกักตุน เก็งกำไรน้ำมันและสินค้าต่างๆมากกว่า
นโยบายเศรษฐกิจ Thailand Plus ส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และมาตรการส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเหล่านี้หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี
อาจทะลุเพดาน70%ในปีพ.ศ.2570ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลัง นโยบายการเสริมแกร่งให้SMEsของรัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SMEs
และอีกเรื่องหนึ่ง คือ การส่งเสริมให้ SMEsสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจรวมทั้งระบบการค้ำประกันสินเชื่อ การระดมทุนในตลาดทุนของประเทศ ยังไม่เห็นนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงแผนบูรณาการหน่วยงานต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาครัฐ เห็นมีเพียงนโยบาย Regulatory Guillotine (การรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน) เพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งหลายรัฐบาลก็ทำมาตลอด แต่ ประเทศไทยก็เผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 19 ปี (คะแนน 33/100) ในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
แม้จะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใด แต่ถ้าปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไขต้นทุนแฝง ในการทำธุรกิจก็จะยังสูงอยู่ดี และ จะไม่ค่อยมีนักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนมากนัก การทุ่มเงินซื้อเสียงจำนวนมาก อาจนำมาสู่การทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนได้ ฉะนั้น เราจึงยังไม่สามารถคาดหวังอะไรมากนักจากนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2
น้ำมันแพงทำโครงการก่อสร้างทั้งรัฐและเอกชนชะลอหมด มีหลายโครงการผู้รับเหมาเริ่มทิ้งงานเนื่องจากไม่สามารถทำตามสัญญาโครงการก่อสร้างเดิมได้อันเป็นผลจากราคาพลังงานและราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูง อุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นมีกิจการเกี่ยวเนื่องและมีการจ้างงานจำนวนมาก หากสะดุดลงหรือมีการขยายตัวติดลบย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างและอาจกระทบฐานะอันแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงินได้ หากลุมลากทำให้สถานะของระบบสถาบันการเงินอ่อนแอลงจากหนี้เสียที่เพิ่มมากขึ้น อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกับปี 2540 ได้
แต่ครั้งนี้วิกฤติเศรษฐกิจกระทบฐานรากรุนแรงกว่าปี 2540 ตอนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 40 แกนกลางของวิกฤตการณ์มันอยู่ระบบสถาบันการเงิน คราวนี้เกิด Stagflation ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูงจะกระทบประชาชนทั้งหมด การใช้เพียงมาตรการการเงินการคลังอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา จะผ่อนคลายการเงิน ก็จะซ้ำเติมปัญหาแรงกดดันเงินเฟ้อได้ หรือผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติม ก็ติดข้อจำกัดฐานะทางการคลัง เป็นโจทย์ที่ยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าวิกฤติ และ ที่สำคัญผู้มีอำนาจต้องไม่ฉวยโอกาสในการหาประโยชน์จากวิกฤติหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากนโยบาย







