thansettakij
thansettakij
สธ.เตือน PM2.5 พุ่ง 41 จังหวัด เปิดศูนย์ฉุกเฉิน 12 พื้นที่ ฝุ่นวิกฤตเหนือ

สธ.เตือน PM2.5 พุ่ง 41 จังหวัด เปิดศูนย์ฉุกเฉิน 12 พื้นที่ ฝุ่นวิกฤตเหนือ

05 เม.ย. 69 | 10:51 น.
อัปเดตล่าสุด :05 เม.ย. 69 | 10:51 น.

กระทรวงสาธารณสุขเผยฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน 41 จังหวัด ระดับอันตราย 13 จังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือเร่งเปิดศูนย์ฉุกเฉิน PHEOC 12 พื้นที่ คาดฝุ่นยังพุ่งต่อ 1-2 วันข้างหน้า พร้อมสั่งดูแลกลุ่มเปราะบางเข้มข้น

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของไทยกลับเข้าสู่ภาวะน่ากังวลอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีระดับฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และมีแนวโน้มลุกลามเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจในภาพรวม

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศล่าสุด พบค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 41 จังหวัด โดยมีถึง 32 จังหวัดที่เผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องเกิน 3 วัน สะท้อนถึงปัญหาการสะสมของมลพิษที่ยืดเยื้อ

จังหวัดในภาคเหนือยังคงเป็นพื้นที่วิกฤต โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และน่าน ที่มีค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน บางพื้นที่ยืนระดับสีแดงยาวนานกว่า 10 วัน สะท้อนถึงปัญหาการสะสมของมลพิษที่เกินกว่าศักยภาพการระบายอากาศ ประกอบกับจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการรับมือด้วยการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ใน 12 จังหวัด เพื่อเร่งบริหารจัดการและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

ในเชิงปฏิบัติ มีการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงสีแดงแล้วกว่า 29,000 คน ครอบคลุม 75 อำเภอ พร้อมสำรองหน้ากากอนามัยกว่า 1.7 ล้านชิ้น และหน้ากาก N95 อีกกว่า 180,000 ชิ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน หน่วยบริการสาธารณสุขยังเร่งติดตามข้อมูลผู้ป่วยผ่านระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

สธ.เตือน PM2.5 พุ่ง 41 จังหวัด เปิดศูนย์ฉุกเฉิน 12 พื้นที่ ฝุ่นวิกฤตเหนือ

ทั้งนี้ได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่

  1. ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด
  2. ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
  3. ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่
  4. สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
  5. ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ
  6. รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ
  7. ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่
  8. บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน
  9. ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ