thansettakij
thansettakij
สวค. ชง 5 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ออกมาตรการเด็ดขาดลดใช้น้ำมันรับวิกฤต

สวค. ชง 5 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ออกมาตรการเด็ดขาดลดใช้น้ำมันรับวิกฤต

25 มี.ค. 69 | 10:56 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 10:59 น.

สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ชง 5 ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ ออกมาตรการระยะปานกลางที่เด็ดขาด เพื่อลดการใช้นํ้ามันดีเซลและเบนซินในภาคการขนส่งและการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด

KEY

POINTS

  • สวค. เสนอ 5 มาตรการให้รัฐบาลใหม่รับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของไทย
  • ข้อเสนอหลักมุ่งเน้นการลดใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เช่น การเปลี่ยนรถบรรทุกและรถโดยสารเป็นระบบไฟฟ้า (EV) และส่งเสริมการขนส่งทางรางและทางน้ำ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคเกษตร โดยสนับสนุนการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และเครื่องจักรกลไฟฟ้า
  • เสนอมาตรการลดการเดินทางโดยบังคับใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน (WFH) และเรียนออนไลน์ ควบคู่กับการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E85

นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย ประเทศไทยซึ่งมีความพึ่งพาการนําเข้าพลังงานสูงสุดในเอเชีย ประมาณ 6% ของ GDP กําลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง ภายใต้สมมติฐานที่เลวร้ายแต่มีความเป็นไปได้ที่อุปทานนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หายไปจากตลาด ราคานํ้ามันดิบ WTI อาจทรงตัวที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดปี 2569-2571 

ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกนํ้ามันดีเซลปรับขึ้นจาก 30 บาทเป็น 36 บาทต่อลิตร ภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง สถานการณ์ดังกล่าวจะนําไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งการใช้นโยบายการเงินเช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง 

ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องมีมาตรการระยะปานกลางที่เด็ดขาด เพื่อลดการใช้นํ้ามันดีเซลและเบนซินในภาคการขนส่งและการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด รายงานฉบับนี้ขอเสนอนโยบาย 5 ประการ พร้อมการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบาย 

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% ของปริมาณนําเข้าทั้งหมด และนําเข้า LNG เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันดิบ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกปิดตาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงและเฉียบพลัน 

อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ จึงมีเสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่ง ซึ่งใช้นํ้ามันดีเซลกว่า 40-50% และภาคการเกษตร โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1. การเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะสู่ระบบไฟฟ้า (Commercial EV Fleet Transition) 

นโยบายนี้มุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและเงินอุดหนุนแบบขั้นบันได เพื่อเปลี่ยนรถบรรทุกขนาดกลางถึงใหญ่ และรถโดยสารสาธารณะให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใน 3 ปี โดยให้เงินอุดหนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็น EV (Scrappage Scheme) สูงสุด 30% ของราคารถใหม่ ควบคู่กับการเร่งสร้างสถานีชาร์จสําหรับรถบรรทุกหนักตามเส้นทางโลจิสติกส์หลัก
 

2. การปฏิรูประบบโลจิสติกส์สู่ระบบรางและทางนํ้า (Modal Shift in Freight Transport) 

รัฐบาลต้องเร่งรัดการลงทุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบราง (รถไฟทางคู่) และการขนส่งทางนํ้า ให้สามารถเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือหลักได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 2 เท่าสำหรับค่าใช้จ่ายขนส่ง แก่ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโหมดการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกมาเป็นระบบรางหรือทางนํ้ามากกว่า 50% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด 

3. โครงการ "โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบครบวงจร" (Solar-Powered Agriculture) 

รัฐบาลควรอุดหนุน 50% สำหรับการติดตั้งระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Pumps) และเครื่องจักรกลการเกษตรไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้กับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร โดยเชื่อมโยงกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 5 ปี จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อทดแทนเครื่องสูบนํ้าและรถไถที่ใช้นํ้ามันดีเซล

4. การบังคับใช้ระบบการทำงานแบบยืดหยุ่นและการเรียนออนไลน์ (Mandatory Flexible Work and E-Learning) 

รัฐบาลควรออกกฎหมายบังคับให้หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (พนักงาน 100 คนขึ้นไป) ต้องมีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และให้สถาบันการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์หรือไฮบริดอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ พร้อมให้มาตรการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทที่สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตให้พนักงาน 

5. การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงจากผลผลิตการเกษตรในประเทศ (Advanced Biofuels Mandate) 

แม้เป้าหมายหลักคือการลดการใช้นํ้ามัน แต่ในส่วนที่ยังจำเป็นต้องใช้ รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยบังคับใช้นํ้ามันดีเซล B20 (ผสมไบโอดีเซล 20%) และเบนซิน E85 เป็นมาตรฐานหลักสำหรับรถยนต์ที่รองรับได้ พร้อมให้เงินอุดหนุนการปรับแต่งเครื่องยนต์เก่า และผลักดันการผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF) 

นายสุวิทย์ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ การพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียวจะสร้างภาระทางการคลังที่ยั่งยืนไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการพลิกโฉมโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ 

สำหรับนโยบายทั้ง 5 ประการที่เสนอมานี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนําเข้านํ้ามันดิบและบรรเทาผลกระทบจาก Cost-Push Inflation ในระยะปานกลาง แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว