
เอกชนผ่าทีมศก. ‘ครม.อนุทิน 2’ วิกฤตรอบด้าน-ไร้ฮันนีมูนพีเรียด
ภาคเอกชน ผ่าภารกิจทีมเศรษฐกิจ “ครม.อนุทิน 2” บริหารประเทศท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน จี้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่โชว์ผลงานทันที ชี้ไม่มีฮันนีมูนพีเรียดเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ลดต้นทุน และพยุงค่าครองชีพ
KEY
POINTS
- รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้านทันที ทั้งราคาพลังงานผันผวน ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ไม่มีช่วงเวลาสำหรับการปรับตัว หรือ "ฮันนีมูนพีเรียด"
- ภาคเอกชนชี้ว่าภารกิจเร่งด่วนที่สุดของ ครม. ชุดใหม่ คือการจัดการปัญหา "ต้นทุนพลังงาน" ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชน
- นอกจากปัญหาพลังงาน ภาคเอกชนยังกังวลเรื่องปัญหาสภาพคล่องและหนี้สินของผู้ประกอบการ โดยเสนอให้รัฐเร่งออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และเสริมสภาพคล่อง
- ภาคเอกชนคาดหวังว่าโครงสร้างรัฐบาลที่มี 2 พรรคการเมืองหลักจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น เพื่อเร่งสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ฉุดห่วงโซ่อุปทานโลก ค่าระวางเรือที่พุ่งสูง ไปจนถึงปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการทั่วประเทศ
รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” กำลังก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในจังหวะที่ไม่อาจผ่อนคลายได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้โครงสร้างครม.ของรัฐบาลอนุทิน 2 มีพรรคการเมืองหลักเพียง 2 พรรค คือพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำ และพรรคเพื่อไทย
ภาคเอกชนมองว่า โครงสร้างการเมืองลักษณะนี้ อาจส่งผลดีต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดจากเงื่อนไขการต่อรองในรัฐบาลผสมหลายพรรคแบบที่ผ่านมา โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจหลักที่คาดว่าจะมีทิศทางการทำงานสอดคล้องกัน ภายใต้กรอบ “Thailand 10 Plus”
แต่รัฐบาลใหม่จะแปลงนโยบายที่ประกาศไว้เป็นมาตรการที่จับต้องได้จริงได้เร็วแค่ไหน หลายคนต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า ไม่มีเวลาสำหรับการอุ่นเครื่องแน่นอน
ต้นทุนพลังงานภารกิจอันดับหนึ่ง
เริ่มต้นที่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นเร่งด่วนอันดับแรกที่ ครม.ชุดใหม่ต้องจัดการคือ “ต้นทุนพลังงาน” ซึ่งมีความผันผวนสูงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นครม. ที่มีความสามารถในการกำกับโครงสร้างพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต่อผู้ประกอบการและประชาชนโดยตรง
นายแสงชัยชี้ให้เห็นว่า ความผันผวนของพลังงานกำลังส่งผลต่อค่าครองชีพผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กระทบต่อภาคการผลิต การค้า บริการ และเกษตรกรรม โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นลูกโซ่
ขณะเดียวกันปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังกระทบต่อการนำเข้า-ส่งออกของไทย ทำให้รัฐบาลต้องมีกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านตลาดและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
ผลกระทบต่อเนื่องที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาสภาพคล่องและหนี้ของผู้ประกอบการที่อาจเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจชะลอตัว สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจึงเสนอให้รัฐเร่งออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และเสริมสภาพคล่องอย่างยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงหนี้เสียและหนี้นอกระบบ โดยนายแสงชัยเตือนว่าหากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อาจนำไปสู่การชะลอตัวของการจ้างงาน กระทบรายได้ประชาชน และกดดันการเติบโตของ GDP ทั้งในภาพรวมและภาค SME
“รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างดุลยภาพพลังงานในระยะสั้น และทบทวนแผนพลังงานในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า พร้อมสร้างพันธมิตรด้านพลังงานใหม่ ซึ่งวันนี้ ครม.ใหม่ต้องมีความรวดเร็วและความแม่นยำเชิงนโยบาย ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการประคองเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป” นายแสงชัย ระบุ
หวังมืออาชีพฟูลทีมกู้วิกฤต
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ว่า ข้อดีก็คือทีมเศรษฐกิจหลักยังเป็นชุดเดิม ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาตลอดก็คือทีมครม.เศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดหรือ Full Team แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดจากการจัดสรรโควตาของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มารวมตัวกัน จากนี้ก็คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการทำงาน โดยทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจจะต้องทำงานแบบเต็มที่ เพื่อให้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปให้ได้ ทั้งด้านวิกฤตการณ์พลังงาน และของขาดของแพง
รวมทั้งค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหน่วงกว่าไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลอนุมินเข้ามาครั้งแรก ซึ่งมาทำงานช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่มในไตรมาสดังกล่าวได้สำเร็จ
“เอกชนเคยให้ความเห็นไปตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ ครม. ว่าต้องการผู้ที่ตรงปกเข้ามาทำงาน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่ามีข้อจำกัดจากการรวมพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการจัดสรรโควต้าให้ลงตัว แต่ข้อดีก็คือยังได้หัวหน้าทีมเดิม ซึ่งเคยมีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาได้ทำงานต่อเนื่อง”
หวัง 2 พรรคหลักดันนโยบายเร็ว
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากรายชื่อ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ที่ปรากฏเบื้องต้น ถือว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และผลงานเป็นที่ยอมรับ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเคยพิสูจน์ศักยภาพในการประคองเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตได้แม้ในช่วงที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะชะลอตัว
นายอภิชิตระบุว่า จุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้คือโครงสร้างที่มีพรรค การเมืองหลักเพียง 2 พรรค คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความคล่องตัวมากขึ้น แตกต่างจากรัฐบาลผสมหลายพรรคที่ผ่านมา โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานที่มีชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเชื่อว่าจะบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจากประสบการณ์บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะที่ว่าที่รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอย่างนายวราวุธ ศิลปอาชา ก็มีจุดแข็งด้านประสบการณ์ผ่านงานมาแล้วถึง 2 กระทรวง
อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ต้นทุนพลังงาน เนื่องจากนอกจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้าจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงวัตถุดิบปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอให้รัฐบาลนำระบบ Dashboard ติดตามความคืบหน้านโยบายแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
ไร้ฮันนีมูนพีเรียดโชว์ผลงานด่วน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ปรากฏรายชื่อออกมาถือเป็นทีม “บิ๊กเนม” ที่มีศักยภาพและสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการดึงบุคคลจากภายนอกเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจ
รัฐบาลชุดนี้ต้องเผชิญความท้าทายสูงและแทบไม่มีช่วง “ฮันนีมูนพีเรียด” เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังอยู่ในภาวะเปราะบาง รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจึงต้องเร่งแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศ
ในมุมรายกระทรวง นายวิศิษฐ์ให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมองว่าจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถภาคเกษตรผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลราคาสินค้าและเงินเฟ้อ เพื่อไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงเกินไป
ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือทั้งการจัดโปรโมชั่นและตรึงราคาสินค้า แต่ภาครัฐจำเป็นต้องช่วยลดต้นทุนในระบบ โดยเฉพาะต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและกฎระเบียบ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ยังมีความท้าทายจากประเด็นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งต้องเร่งสร้างความโปร่งใสเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย ขณะที่กระทรวงพลังงานยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขทั้งในมิติราคาและความมั่นคงด้านพลังงาน
ส่วนวาระเร่งด่วน ภาคเอกชนกังวลปัญหาต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด รวมถึงวัตถุดิบปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้าในลักษณะ Fast Track เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าและลดแรงกดดันด้านต้นทุน ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะต่อไป
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นภาพรวมของแรงกดดันที่ “ครม.อนุทิน 2” ต้องเผชิญตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับหน้าที่ และต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางและผันผวนอย่างต่อเนื่อง






