
‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ อ่วมดีเซล 35 บาท ส่อหยุดเดินเรือ เซ่นพิษน้ำมันพุ่ง
'เรือด่วนเจ้าพระยา' อ่วม พิษน้ำมันพุ่ง-ตะวันออกกลาง กระทบต้นทุน ดีเซล 35 บาท เกินแบกรับ ส่งสัญญาณ หากรัฐสั่งตรึงราคาจนขาดทุนสะสม พร้อมหยุดเดินเรือ เหตุแบกภาระไม่ไหว จี้รัฐช่วยจัดหาพลังงานราคาเหมาะสม
KEY
POINTS
- เรือด่วนเจ้าพระยาได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงถึง 35 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่บริษัทจะบริหารจัดการได้
- บริษัทอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดให้บริการชั่วคราว หากยังต้องตรึงราคาค่าโดยสารต่อไปสวนทางกับต้นทุนที่ไม่ลดลง เพราะไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนระยะยาวได้
- นอกจากปัญหาราคาน้ำมัน บริษัทยังเผชิญกับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงจากการทำงานที่บ้านและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแทน
นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด (CPX) ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา (เส้นทางปากเกร็ด-วัดราชสิงขร) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นนั้น ทางบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ
ทั้งนี้ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำมันที่จะได้รับในอนาคตนอกจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว
ขณะเดียวกันบริษัทยังเผชิญกับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง ทั้งในกลุ่มผู้สมัครงานและนักท่องเที่ยว เนื่องจากมาตรการสนับสนุนการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ของภาครัฐ
นอกจากนี้พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป โดยผู้โดยสารเริ่มมองหาทางเลือกอื่น เช่น รถไฟฟ้า ที่ภาครัฐมีการสนับสนุนด้านค่าครองชีพด้วยการลดค่าโดยสาร นาวาตรีเจริญพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทต้องจัดซื้อน้ำมันในราคาประมาณ 35 บาทต่อลิตร ผ่านผู้ค้าส่งน้ำมัน หรือ จ็อบเบอร์ ซึ่งสูงกว่าระดับราคาที่บริษัทจะสามารถบริหารจัดการได้
"มองว่าราคาน้ำมันดีเซลไม่ควรเกิน 32 บาทต่อลิตร จึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับไหวและสามารถตรึงค่าโดยสารต่อไปได้" นาวาตรีเจริญพร กล่าว
สำหรับอัตราค่าโดยสารในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ระดับปกติ คือ เรือธงส้ม 16 บาท และเรือธงเหลือง 21 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ได้ปรับขึ้นมานานแล้ว นับตั้งแต่ราคาน้ำมันดีเซลข้ามเส้น 29 บาทต่อลิตร
ส่วนแนวโน้มการตรึงราคาตามนโยบายกระทรวงคมนาคม นาวาตรีเจริญพร ย้ำชัดเจนว่าในฐานะผู้ประกอบการเอกชน หากต้องตรึงราคาจนเกิดภาวะขาดทุนในระยะยาว บริษัทอาจจำเป็นต้องหยุดเดินเรือ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระที่เกินตัวได้
"เราเป็นเอกชน ทำไปแล้วขาดทุนเราคงไม่ได้ทำ ถ้าขาดทุนระยะยาวคงไม่รู้จะทำไปทำไม หากเป็นช่วงสั้นๆ ยังพอพิจารณาได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องหยุดเดินเรือเพราะรัฐไม่ให้ปรับค่าโดยสารแต่ต้นทุนน้ำมันทำขาดทุน ประชาชนอาจไม่ได้เดือดร้อนมากนักเพราะการเดินทางทางน้ำเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง" นาวาตรีเจริญพร กล่าว
สำหรับแผนการปรับตัวในระยะสั้น บริษัทมุ่งเน้นการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และพยายามจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อการเดินเรือ
ส่วนในระยะยาวกำลังอยู่ในช่วงศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุนปรับปรุงเรือเป็นเรือไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน รวมทั้งอาจมีการปรับลดเที่ยววิ่งลงหากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อความนิยมของผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมี 2 ประเด็นหลัก คือ
1.ขอความเข้าใจในบริบทของเอกชน ซึ่งรัฐต้องมองว่าผู้ประกอบการเอกชนไม่สามารถแบกรับผลขาดทุนได้เหมือนหน่วยงานรัฐ
2.รัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดหาปริมาณน้ำมันและควบคุมราคาให้มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน






