
สรรพสามิตสกัดขนน้ำมันเถื่อนช่วงวิกฤต พุ่ง 55 คดี กว่า 5 แสนลิตร
สรรพสามิต สกัดขนน้ำมันเถื่อนช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง พุ่ง 55 คดี กว่า 5 แสนลิตร ล่าสุด จับลักลอบขนดีเซลข้ามชายแดนจ.ตาก 2 หมื่นลิตร
กรมสรรพสามิต รายงายว่า ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ที่ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการปราบปรามการลักลอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด ในช่วงที่สถานการณ์ราคาพลังงานมีความผันผวนนั้น กรมสรรพสามิตได้กำกับติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม
ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ตรวจพบการกระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน รวมทั้งสิ้น 55 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 7,604,336.10 บาท และตรวจยึดของกลางประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงได้รวม 519,215 ลิตร
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอดหน่วยงานหลักในการดำเนินการจับกุมและสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตาก สาขาแม่สอด
เข้าร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงภูธรภาค 6 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด เจ้าหน้าที่ศุลกากรแม่สอด และเจ้าหน้าที่ทหารหน่วย ร.1411 ฉก.ราชมนู จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 ราย
พร้อมตรวจยึดของกลางประกอบด้วย รถยนต์บรรทุกน้ำมันดีเซล ปริมาณ 20,000 ลิตร ถังบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงหลายขนาด และอุปกรณ์ปั๊มดูดน้ำมันอัตโนมัติ โดยเหตุเกิดบริเวณท่า 11 คลัง 8 หมู่ 3 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ทั้งนี้ จากการสืบสวนและตรวจสอบ พบว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเตรียมนำออกนอกประเทศผ่านจุดที่ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบและดำเนินการจับกุมผู้เกี่ยวข้อง พร้อมนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สอด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“กรมสรรพสามิตจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบน้ำมันเชื้อเพลิง ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมทางภาษี พร้อมทั้งร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างยั่งยืน”






