thansettakij
thansettakij
เปิด 3 มาตรการพาณิชย์ คุมราคา-ลดต้นทุน รับวิกฤตราคาพลังงาน

เปิด 3 มาตรการพาณิชย์ คุมราคา-ลดต้นทุน รับวิกฤตราคาพลังงาน

18 มี.ค. 2569 | 02:24 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 2569 | 02:43 น.

'ศุภจี' รมว.พาณิชย์เปิด 3 มาตรการ คุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ-ต้นทุน รับมือวิกฤตตะวันออกกลางไม่ให้กระทบประชาชน

KEY

POINTS

  • ออกมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบการกักตุน และร่วมมือกับผู้ผลิตจัดสินค้าราคาพิเศษ
  • ดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะปุ๋ยและอาหารสัตว์ ผ่านการเร่งรัดนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน
  • สร้างความมั่นใจด้านวัตถุดิบการผลิต เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ โดยประสานผู้ประกอบการให้มีสต็อกเพียงพอรองรับความต้องการอย่างน้อย 4 เดือน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าและผลกระทบต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยดำเนินมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและประชาชน

ปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 8 หมวด ตัวอย่างสินค้าเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งหากจะปรับราคาต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน โดยขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคา

ขณะเดียวกัน สินค้าควบคุมในหมวดที่ต้องแจ้งราคาสินค้าเมื่อมีการปรับขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า แชมพู และน้ำยาล้างจาน รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามราคา เช่น ข้าวสารบรรจุถุง น้ำปลา และซอสปรุงรส ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอขอปรับขึ้นราคาเช่นกัน

โดยหากมีการปรับราคา กระทรวงจะเข้าไปหารือและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ปรับเพิ่มในระดับสูง

“หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 กระทรวงจะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทันที” นางศุภจี กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออก มาตรการเร่งด่วนดูแลราคาสินค้าและบริการ

จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลทั้งผู้ประกอบการและประชาชนควบคู่กันไป 

1. มาตรการดูแลค่าครองชีพ

1.1 มาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ที่แบ่งเป็น 5 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 

  • ห้ามปรับราคา 
  • หากจะปรับขึ้น ต้องแจ้งกรมการค้าภายใน
  • ติดตามราคาจำหน่าย
  • ออกตรวจเพื่อป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า
  • ทบทวนรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ผ่านคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2542 โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน

1.2 สินค้าใช้ประจำวัน 

เพื่อเป็นการบรรเทาภาระเพิ่มเติม ร่วมมือกับผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ ทำราคาพิเศษให้ผู้ค้าปลีกค้าส่ง ทั่วประเทศ ให้มีสินค้าราคาพิเศษ

ขณะที่บางพื้นที่จะมีการจัดกิจกรรมธงฟ้า เพื่อช่วยเยียวยาประชาชนโดยตรง 

1.3 ให้พาณิชย์จังหวัดทำงานภายใต้กลไกคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและการกักตุน 

2. มาตรการลดต้นทุน 

2.1. ปุ๋ย มีสต๊อกในประเทศถึงเดือนพฤษภาคม และอยู่ระหว่างรอขนส่ง เนื่องจากติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง จึงได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศช่วยเร่งเจรจา เพื่อให้ขนส่งกลับมาได้ ซึ่งจะมาเติมสต๊อกถึงเดือนสิงหาคม เพราะฉะนั้นยังควบคุมราคาปุ๋ยได้ 

2.2 เมื่อมีการปรับราคาเนื่องจากโครงสร้างราคามีผลกระทบจากวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้า โดยมีมาตรการช่วยสนับสนุนลดค่าปุ๋ย ขยายขอบเขตของโครงการปุ๋ยธงเขียว ให้ครอบคลุมถึงช่วงเกษตรกรที่มีความต้องการ เช่น ในช่วง พ.ค. จะมีข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง 

รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรปรับสูตรปุ๋ยที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าน้อยลง และใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้น เพื่อคุณภาพของดินและประโยชน์ในระยะยาว 

2.3 มีการเร่งหาแหล่งวัตุดิบทดแทน

3. เม็ดพลาสติกที่จะนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารที่มีความกังวล จากการหารือกับผู้ประกอบการสามารถจัดหาวัตถุดิบมาเพิ่มเติมและจะมีสต็อกอย่างน้อย 4 เดือน ส่วนเรื่องผลกระทบต่อราคา ยังไม่มีผู้ประกอบการขอขยับราคา ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ราคาสินค้าควบคุมและราคาภายในประเทศ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอ