
เงินกองทุนน้ำมันไหลออกวันละ 700 ล้าน ต้องรื้อโครงสร้างราคา ค่าการกลั่น
กองทุนน้ำมันไหลออกวันละ 700 ล้าน "ศ.ดร.พรายพล” ชี้ค่าการกลั่นพุ่งกว่า 100% ถึงเวลาสังคายนาโครงสร้างราคา พิจารณากำหนดเพดานค่าการกลั่น ลดภาระผู้บริโภค
KEY
POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องอุดหนุนราคาดีเซลวันละ 700-800 ล้านบาท จากนโยบายตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ส่งผลให้สถานะกองทุนติดลบอย่างรวดเร็ว
- ค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% ถูกมองว่าเป็นภาระแฝงในโครงสร้างราคาพลังงานที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ
- มีข้อเสนอให้ทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่หลังวิกฤต โดยอาจปรับสูตรราคาอ้างอิงและพิจารณากำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะไม่ปกติ
จากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยล่าสุดขยับขึ้นไปแตะระดับ 106-108 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งทั่วโลก แต่นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของสำหรับประเทศไทยด้วย
ศาสตราจารย์ ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เข้าสู่ภาวะติดลบแล้วประมาณ 700 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วมากจากเดิมที่เคยเป็นบวกกว่า 2,000 ล้านบาทในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์สู้รบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินกองทุนไหลออกอย่างรวดเร็วคือ นโยบายการตรึงราคาดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่นสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นของน้ำมันดิบเสียด้วยซ้ำ
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันต้องควักเงินอุดหนุนดีเซลถึงลิตรละประมาณ 11.60 - 12 บาท เมื่อคำนวณจากปริมาณการใช้ดีเซลของคนไทยวันละ 60 ล้านลิตร เท่ากับว่ากองทุนน้ำมันมีภาระต้องจ่ายเงินอุดหนุนสูงถึงวันละ 700-800 ล้านบาท
ดร. พรายพล คาดการณ์ว่าเมื่อครบกำหนดการตรึงราคา 15 วัน (ประมาณวันที่ 17 มีนาคม) สถานะกองทุนน้ำมันอาจจะติดลบสะสมสูงถึง 3,000 - 4,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลาย ภาระการอุดหนุนอาจพุ่งสูงถึงวันละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าหนักใจอย่างยิ่ง
โครงสร้างราคาและ "ค่าการกลั่น"
ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือ "ค่าการกลั่น" ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% จากเดือนกุมภาพันธ์ ดร. พรายพล อธิบายว่าโครงสร้างราคาขายปลีกของไทยอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์เป็นหลัก ซึ่งรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลกไว้ด้วย ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการสูง ค่าการกลั่นจะดีดตัวสูงขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นภาระแฝงในราคาที่คนไทยต้องจ่าย
ดร. พรายพล เสนอว่าหลังพ้นวิกฤตครั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้อง "สังคยนา" โครงสร้างราคาใหม่ โดยอาจพิจารณาปรับสูตรการคิดราคาอ้างอิง เช่น การเลือกใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำสุดในสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อทำให้โรงกลั่นในประเทศต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะไม่ปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
กู้เงิน-ปรับราคา-กระจายแหล่งซื้อ
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ดร. พรายพล มองว่าการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อกู้เงินมาชดเชยเงินกองทุนน้ำมันเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้เนื่องจากสถานะกองทุนติดลบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรตรึงราคาไว้ที่ 30 บาทตลอดไป แต่ควรใช้วิธีผ่อนคลาย โดยยอมให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นทีละน้อย เช่น ครั้งละ 30-50 สตางค์ เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและลดอัตราการไหลออกของเงินกองทุน
ในเชิงโครงสร้าง ดร. พรายพล เน้นย้ำเรื่องการแยกภาระการอุดหนุนก๊าซหุงต้ม (LPG) ออกจากกองทุนน้ำมัน โดยมองว่ากองทุนน้ำมันควรทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคา ไม่ใช่อุดหนุนราคาแบบถาวร หากรัฐบาลต้องการช่วยผู้มีรายได้น้อยในเรื่อง LPG ควรใช้เงินจากงบประมาณส่วนอื่นหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน เพื่อให้กองทุนน้ำมันกลับมาทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
นอกจากนี้ บทเรียนจากสงครามครั้งนี้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางมากเกินไป ดร. พรายพล เสนอให้ไทยเร่งกระจายแหล่งซื้อพลังงาน (Diversify) ไปยังภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่การพิจารณาดีลพลังงานกับ "รัสเซีย" ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการระบายสินค้าเนื่องจากถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก แม้จะมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงในการส่งมอบหรือการชำระเงิน แต่ ดร. พรายพล เชื่อว่ารัสเซียพร้อมจะส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-รัสเซียที่ดียังเป็นโอกาสสำคัญในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม ดร.พรายพลย้ำว่า แม้รัฐบาลจะมีสำรองน้ำมันเหลืออยู่ประมาณ 60-90 วัน แต่หากสถานการณ์ลากยาวเกิน 1-2 เดือน ปัญหาการขาดแคลนอาจเริ่มปรากฏในพื้นที่ห่างไกล ดร. พรายพล จึงสนับสนุนให้รัฐบาลขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนในการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เช่น การใช้มาตรการ Work From Home หรือการจำกัดการใช้ไฟ
"ทุกอย่างล้อไปกับมิติทางการเมืองเสมอ แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนให้เราต้องเร่งทำแผน PDP ฉบับใหม่ พึ่งพาฟอสซิลให้น้อยลง และกระจายความเสี่ยงให้เร็วขึ้น" ดร. พรายพล กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเตือนประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนกจนถึงขั้นกักตุนน้ำมันไว้ที่บ้าน เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงจากอัคคีภัยอีกด้วย

