thansettakij
thansettakij
รัฐประชุมด่วน วางกลไกอุ้มราคาพลังงาน หลังน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

รัฐประชุมด่วน วางกลไกอุ้มราคาพลังงาน หลังน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

09 มี.ค. 2569 | 07:37 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 2569 | 07:44 น.

'เอกนิติ' เผยรัฐประชุมด่วน ชงครม.อนุมัติพรุ่งนี้ วางกลไกอุ้มราคาพลังงาน หลังน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แนะทางรอดใช้ 'เอทานอล' จากอ้อย-มันสำปะหลัง ผสมในน้ำมัน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลประชุมด่วนเพื่อกำหนดกลไกบริหารจัดการราคาพลังงานทั้งระยะสั้นและกลาง หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • มีการพิจารณามาตรการระยะสั้น โดยอาจเสนอออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยพยุงราคา
  • แนวทางแก้ปัญหาระยะยาวจะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น ส่งเสริมการใช้เอทานอล และเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้โดยตรง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 16.00 น. รัฐบาลจะมีการประชุมด่วน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมกันหาแนวทาง และกลไกในการบริหารจัดการราคาพลังงาน ทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจให้ได้มากที่สุด 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กระทรวงพลังงานจะเสนอออกพ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม 

ทั้งนี้ ในการรับมือราคาพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง รัฐบาลได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาดูแลในระยะสั้นไปก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้ (9 มี.ค.69) ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ต้องมีการพิจารณาปรับแผนการบริหารจัดการใหม่ให้ทันท่วงที ก่อนที่จะมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 

“แม้สถานการณ์พลังงานจะมีความเสี่ยงสูง แต่ยืนยันว่าประเทศไทยได้เตรียมการสำรองน้ำมันไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานกว่า 90 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความมั่นคงทางพลังงานในเบื้องต้น”

อย่างไรก็ตาม วิกฤตด้านพลังงานนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก โดยในช่วงปี  2523 ก็เกิดเหตุการณ์ด้านวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ในครั้งนั้นญี่ปุ่นถูกบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจนต้องย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ซึ่งไทยสามารถคว้าโอกาสนั้นได้ด้วยการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอย่างอีสเทิร์นซีบอร์ด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขณะที่ช่วงปี 2565 เผชิญกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับตัวระยะยาว ภาครัฐจะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ใช้เอทานอล (Ethanol) ซึ่งผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันมากขึ้น

“มาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศที่ปัจจุบันมีราคาสูงและผันผวน แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตรของไทย และยังมีแนวคิดส่งเสริมการผลิตไบโอเอทิลีน จากพืชเกษตรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกทดแทนสารสกัดจากน้ำมันดิบอีกด้วย”

ทั้งนี้ มองว่าทางรอดของไทยบนความท้าทายในปัจจุบัน คือ การปรับตัวสู่ยุค Smart and Green Industry เน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนการลงทุนระดับโลก โดยมีข้อเสนอแนะหลักในด้านพลังงาน ดังนี้

  • เปิดโอกาสให้เอกชนสามารถผลิตและซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) เพื่อลดข้อจำกัดและสร้างความคล่องตัว 
  • เร่งรัดการลงทุนโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ของรัฐ เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ โดยดึงเอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) 
  • เสนอให้ระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของนักลงทุนต่างชาติ 

นอกจากนี้ การสนับสนุนบริษัทใหญ่แล้ว ภาครัฐยังมีนโยบายพี่ช่วยน้อง เพื่อพาเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) โดยจะมีมาตรการจูงใจทางภาษี (Tax Incentive) สำหรับบริษัทใหญ่ที่ช่วยเหลือน้องในด้าน Digital Transformation และ AI พร้อมทั้งการสนับสนุนเงินให้เปล่า (Grant) จาก BOI เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต