thansettakij
thansettakij
รัฐบาลจ่อออกมาตรการพลังงาน เล็งระงับส่งออกน้ำมัน รับผลกระทบสงคราม

รัฐบาลจ่อออกมาตรการพลังงาน เล็งระงับส่งออกน้ำมัน รับผลกระทบสงคราม

04 มี.ค. 2569 | 10:26 น.
อัปเดตล่าสุด :04 มี.ค. 2569 | 12:04 น.

รองนายกฯ 'เอกนิติ' เผย รัฐบาลจ่อออกมาตรการดูแลผลกระทบสงคราม ครอบคลุมด้านพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และตลาดเงิน-ตลาดทุน ลุ้นนายกฯ เคาะเย็นวันนี้ ขณะที่รองนายกฯ พิพัฒน์ หาช่องยืดสำรองน้ำมันเกิน 60 วัน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลประชุมประเมินผลกระทบจากสงคราม โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลักคือ น้ำมัน การขนส่ง และราคาสินค้า ลุ้นนายกฯ เคาะมาตรการวันนี้
  • พิจารณามาตรการระงับการส่งออกน้ำมันดิบที่ไม่มีสัญญา เพื่อยืดเวลาสำรองน้ำมันในประเทศให้นานกว่า 60 วัน
  • อาจมีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ เพื่อรับมือหากเกิดภาวะขาดแคลน

4 มีนาคม 2569 เวลา 16.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม พร้อมทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานร่วมในประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

รวมทั้งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมประชุม ทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นายเอกนิติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ 3 เรื่องหลัก คือ เรื่องที่ 1 คือเรื่องน้ำมัน ซึ่งมีกระทรวงพลังงานเข้ามาดูแล เรื่องที่ 2 คือเรื่องการขนส่งโดยกระทรวงคมนาคม เรื่องที่ 3 คือเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะมาดูแลในเรื่องของผลกระทบด้านราคาสินค้าต่าง ๆ 

ขณะเดียวกันในวันนี้ยังได้เชิญทางผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก.ล.ต. และ ธปท. เพื่อติดตามผลกระทบเรื่องตลาดทุน และค่าเงิน ซึ่งถือว่าหารือผลกระทบในทุกมิติ และสุดท้ายรัฐบาลอาจจะมีมาตรการอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับมาประชุมและสรุปมาตรการออกมาอีกครั้ง

“วันนี้ได้หารือวงเล็กกับนายกฯ และให้รัฐบาล และภาคเอกชน มาอัปเดตสถานการณ์ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีข้อมูลที่ตรงกัน โดยสภาพัฒน์จะมาฉายภาพว่าสถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร พร้อมทั้งประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน อีกทั้งนายกฯ ยังได้ฝากทางกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลต่าง ๆ เป็นแกนกลางในการอัพเดตสถานการณ์ที่อยู่หน้างานด้วย”

ด้านนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้มีเรื่องที่ต้องติดตามคือสถานการณ์น้ำมัน โดยจะหารือถึงผลกระทบทั้งราราสินค้า ค่าขนส่ง ราคาหน้าสถานีเป็นอย่างไร และสุดท้ายแล้วพวกเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเท่าที่ทราบ กระทรวงพลังงานแจ้งว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่สามารถอยู่ได้ 60 วัน ซึ่งการตั้งกรอบไว้ 60 วันนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ว่าอาจจะยืดระยะเวลาได้มากกว่านั้นได้หรือไม่

ทั้งนี้ในรายละเอียดคงต้องมาหารือว่า หากจะยืดระยะเวลาออกไปนานกว่านั้น อาจต้องตัดบางสิ่งบางอย่างได้หรือไม่ เช่น ระงับการส่งออกน้ำมันดิบทางเรือที่ไม่มีสัญญา เพราะน้ำมันที่กลั่นมาในแต่ละวันเกินกว่าประมาณความต้องการใช้ในประเทศ แต่เรื่องนี้ก็ต้องมาพิจารณาก่อนว่า ถ้าไม่ส่งออกจะต้องหาถังที่ไหนมาเป็นตัวเก็บน้ำมันเอาไว้ด้วย ซึ่งส่วนตัวคิดว่ากระทรวงพลังงาน คงต้องหารือกับผู้ประกอบการทุกบริษัทให้ได้ข้อสรุปก่อน

“กระทรวงพลังงานต้องไปคุยก่อนว่า มีถังเก็บน้ำมันเท่าไหร่ ถ้ามันล้นจริงพวกเราช่วยเก็บได้ไหม เมื่อเก็บแล้วถือว่ารัฐบาลเอาน้ำมันฝาก ก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่จะเป็น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ ไม่ว่าเป็นเบนซิน หรือว่าเป็นเรื่องของดีเซล อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง และที่สำคัญที่สุด ถ้าหากว่าเรายังประสบสภาวะขาดแคลนต่อไป อาจต้องปรับสัดส่วนของน้ำมันเช่น ดีเซล B5 อาจเพิ่มเป็น B7 หรือ B10 หรือแก๊สโซฮอล์ จะเพิ่มแอลกอฮอล์เข้าไปผสมในน้ำมันเบนซินมากขึ้นได้ไหมหรือไม่”