thansettakij
thansettakij
เอกชนแนะรัฐฉวยโอกาสปรับโครงสร้างพลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

เอกชนแนะรัฐฉวยโอกาสปรับโครงสร้างพลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

เอกชนออกโรงเสนอรัฐบาลรุกฉวยโอกาสปรับโครงสร้าง ดันจุดแข็งด้านอาหารและการแพทย์พลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ชูจุดยืนความเป็นกลางของไทยเพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศเป็น "Safe Haven" หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวในระยะยาว
  • ผลักดัน 2 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)
  • แนะรัฐบาลบริหารจัดการผลกระทบระยะสั้นด้านพลังงาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อประเทศไทยว่า สัดส่วนการนำเข้าปริมาณพลังงานที่ไทยจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ในประเทศ ในแต่ละวันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรล 

โดยพลังงานกว่า 90% ของที่ใช้ในประเทศมาจากการนำเข้า ซึ่งไทยนำเข้าน้ำมันจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับ 1 ส่วนสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 โดยมีสัดส่วนมากกว่า 10% ในขณะที่แหล่งนำเข้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก (เช่น ไนจีเรีย) 

"ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการนำเข้าเติมเข้ามาในระบบอยู่ตลอดเวลา จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น" 

ดังนั้น โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยยังสามารถจัดหาจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เอกชนแนะรัฐฉวยโอกาสปรับโครงสร้างพลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

“กระทรวงพลังงานตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาอีกครั้งคือต้นทุนค่านำเข้า LNG ที่พุ่งขึ้นกว่าราคาน้ำมันตลาดโลก แต่เชื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะนำเข้าก๊าซสัดส่วน 40%"

สำหรับประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้านั้น เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น

  • วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน
  • ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง
  • ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ,ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์ 

"กกร. แนะนำให้ผู้ส่งออกอย่าเพิ่งรีบจ่ายเซอร์ชาร์จเพื่อส่งของในทันที หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ เพราะสินค้าอาจไปติดค้างและเสียค่าเช่าที่เพิ่มเติม"

ส่วนผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากการระงับและเปลี่ยนเส้นทางบิน สายการบินหลายแห่งเริ่มระงับเที่ยวบินหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดย กกร. ประเมินว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบราว 10% หรือลดลงประมาณ 70,000 - 80,000 คน จากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้

"การปรับแผนเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลและเอกชนเตรียมเร่งหาตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน เช่น ตลาดจีนซึ่งกำลังมีแนวโน้มเข้ามามากขึ้น ส่วนโอกาสในระยะยาวเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการวางตัวเป็นกลางจะกลายเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนตัดสินใจเลือกมาประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต"

อย่างไรก็ดี ไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการค้าจากสหรัฐ หลังมีการใช้มาตรา 122 จัดเก็บ Universal Tariff 10% และมีแนวโน้มขยายไปสู่มาตราอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี

ประเด็นอ่อนไหวอยู่ที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และชิป จากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเจรจาแยกแยะโครงสร้างการค้า เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเป้าโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอน กกร. มองว่าการวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คล้ายโมเดลของ Switzerland โดยผลักดัน 2 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

  • ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council ซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร
  • ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาติ นักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรเร่งเดินหน้ากระบวนการงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต และสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

“ต้องเรียนว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รวมถึงรักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้”