
ลุ้น 3 ค่ายประเมินเครดิตไทย ปี 69 ‘สบน.’ เปิด 5 ปัจจัยชี้ชะตา
สบน. ลุ้น 3 ค่ายประเมิน ‘เครดิตไทย’ ปี 69 เปิด 5 ปัจจัยชี้ชะตา มั่นใจแผนคลัง-เสถียรภาพการเมืองหนุน หวังปรับมุมมองกลับสู่เสถียรภาพ
KEY
POINTS
- สถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ได้แก่ Moody's, Fitch และ S&P มีกำหนดประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในปี 2569
- สบน. เปิดเผย 5 ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาอันดับเครดิต ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง, วินัยการคลัง, การเติบโตทางเศรษฐกิจ, การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการรองรับอุตสาหกรรมใหม่
- ไทยคาดหวังว่าผลการประเมินครั้งนี้จะช่วยให้มีการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) จาก "เชิงลบ" กลับสู่ระดับ "เสถียรภาพ"
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในปี 2569 ว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก 3 แห่ง ได้แก่ Moody's Investors Service, Fitch Ratings, และ S&P Global Ratings มีกำหนดเข้าประเมินสถานะเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการคลัง และแนวโน้มเชิงโครงสร้างของประเทศไทยตามรอบการประเมินประจำปี
สำหรับกรอบเวลาในการประเมินนั้น Moody's จะเป็นสถาบันแรกที่เข้าประเมิน โดยมีกำหนดประกาศผลในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ขณะที่ Fitch Ratings และ S&P Global จะเข้าประเมินและประกาศผลในช่วงครึ่งหลังของปี ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569
ปัจจุบันอันดับเครดิตของประเทศไทยยังอยู่ในระดับ “น่าลงทุน” โดย Fitch Ratings และ S&P Global ให้อันดับที่ BBB+ ส่วน Moody's ให้อันดับที่ Baa1 ซึ่งถือว่าสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจและฐานะการคลังที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน
5 ปัจจัยหลัก ชี้ชะตาเครดิตไทย
ผู้อำนวยการ สบน. ระบุว่า การประเมินรอบนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักกับ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. ความต่อเนื่องทางนโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง
ปัจจัยนี้ถือเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุน สบน. มองว่าผลการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องในการทำงาน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดหรือเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน
2. แผนการคลังระยะปานกลางและวินัยทางการคลัง
สถาบันจัดอันดับจะพิจารณาความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณและรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะ โดยล่าสุดไทยมีแผนชัดเจนในการทยอยลดการขาดดุลจากระดับกว่า 4% ของจีดีพี ลงเหลือ 3% ภายในปี 2573 เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว และลดแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะ
3. แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth)
การประเมินจะพิจารณาศักยภาพการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก และภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลต่อการส่งออกและการลงทุน
4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรับมือสังคมสูงวัย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความสามารถของไทยในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อฐานภาษี แรงงาน และภาระงบประมาณในอนาคต
5. การรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการเงินยั่งยืน
สถาบันจัดอันดับยังให้ความสำคัญกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เช่น การออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) และพันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพและสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ลุ้นปรับมุมมองกลับสู่ “เสถียรภาพ”
นางจินดารัตน์ กล่าวว่า ด้วยความชัดเจนของแผนการคลังที่มุ่งเน้นการลดขาดดุล การรักษาวินัยการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความต่อเนื่อง เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้ทั้ง 3 สถาบันมีมุมมองเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของไทย และคาดหวังว่า หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน อาจมีโอกาสปรับ “มุมมอง” (Outlook) กลับสู่ระดับ “เสถียรภาพ” ได้ในอนาคต
รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา Moody's และ Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงสู่ระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) สะท้อนความกังวลต่อทิศทางฐานะการคลังและปัจจัยความไม่แน่นอนบางประการ ขณะที่ S&P Global ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable Outlook)
ด้วยเหตุนี้ การประเมินในปี 2569 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจว่าจะคงอันดับเครดิตเดิม ปรับมุมมอง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอันดับในทิศทางใด โดยเฉพาะในส่วนของ Moody's ซึ่งแม้มีกำหนดประกาศผลในช่วงมีนาคม–เมษายน แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการประกาศออกไปถึงเดือนกันยายน 2569 เพื่อรอความชัดเจนด้านการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ แต่ยังมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

