thansettakij
สนค. ไขปมเงินเฟ้อติดลบ 0.14% แต่ทำไมของยังแพง?

สนค. ไขปมเงินเฟ้อติดลบ 0.14% แต่ทำไมของยังแพง?

03 ก.พ. 2569 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.พ. 2569 | 05:24 น.

สนค.ชี้เงินเฟ้อไทย ติดลบ 0.14% เหตุรายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง สินค้าจำเป็นแพงขึ้น สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • เงินเฟ้อติดลบเป็นผลจากราคากลุ่มพลังงานและอาหารสดที่ลดลงมาก สวนทางกับสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม ที่ยังคงปรับราคาสูงขึ้น
  • ประชาชนรู้สึกว่าของแพงเนื่องจากค่าครองชีพและภาระหนี้สินยังอยู่ในระดับสูง ทำให้รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงลดลง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลง
  • ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งค่าแรงและวัตถุดิบ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (ที่ไม่รวมพลังงานและอาหารสด) ยังเป็นบวก

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้จัดงานเสวนา Trade Talk 11 ปี มีหัวข้อ “เงินเฟ้อต่ำ ทำไมยังรู้สึกว่าของแพง” โดยระบุว่า ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยติดลบที่ -0.14% สวนทางกับความรู้สึกของประชาชนที่ยังเผชิญค่าครองชีพในระดับสูง สะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจกับภาวะจริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดยเงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 1–3% แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจมหภาคเผชิญภาวะ GDP ต่ำและเงินเฟ้อต่ำพร้อมกัน ขณะที่ราคาสินค้าหลายรายการยังทรงตัวในระดับสูง

ขณะเดียวกัน พบว่าสินค้ากลุ่มหลัก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพลังงานและอาหารสด มีน้ำหนักรวม 16.61% ในตะกร้าเงินเฟ้อ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง กระแสไฟฟ้า ผักและผลไม้สด มีราคาปรับลดลงพร้อมกันในอัตราสูง ส่งผลกดดันให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมลดลง

กลุ่มสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 21.37% กลับมีราคาปรับเพิ่มขึ้น โดยอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้น 2.45% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 3.57% และเครื่องประกอบอาหารเพิ่มขึ้น 3.54% 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาของสินค้ากลุ่มนี้ไม่สามารถชดเชยการลดลงของกลุ่มพลังงานและอาหารสดได้ จึงทำให้เงินเฟ้อโดยรวมติดลบ แม้ราคาสินค้าหลายรายการยังสูงขึ้น

นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อต่ำแต่ของแพง” คือ โครงสร้างรายได้ รายจ่าย และหนี้สิน โดยผลสำรวจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า ครัวเรือนมีรายจ่ายเฉลี่ยสูงถึง 30,500 บาทต่อเดือน แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 แต่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อต่ำแต่ค่าครองชีพสูง

ขณะเดียวกันที่สำคัญรายได้ที่ได้รับต้องนำไปชำระหนี้สินเป็นสัดส่วนมาก ทำให้ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดลง และอุปสงค์โดยรวมอ่อนแรง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยตัดหมวดพลังงานออก และดูเฉพาะสินค้าหลัก เช่น อาหารสำเร็จรูป พบว่ายังเพิ่มขึ้น 0.84% สะท้อนว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

จากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรงและราคาวัตถุดิบ ส่งผลให้ไม่สามารถตรึงราคาได้ต่อเนื่อง แม้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจจะอ่อนตัว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวงจรที่อุปสงค์อ่อน การแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดราคาบางสินค้าเพื่อระบายสินค้า ส่งผลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ประชาชนได้ประโยชน์ระยะสั้นจากราคาที่ลดลง แต่ผู้ประกอบการและผู้ผลิตได้รับผลกระทบด้านรายได้ วงจรดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันให้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำ