thansettakij
สงครามนโยบายสวัสดิการ 'บำนาญ-เบี้ยยังชีพ-ค่าแรง' ศึกหาเสียงเลือกตั้ง 69

สงครามนโยบายสวัสดิการ 'บำนาญ-เบี้ยยังชีพ-ค่าแรง' ศึกหาเสียงเลือกตั้ง 69

02 ก.พ. 2569 | 03:35 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 05:40 น.

นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 กับงบประมาณมหาศาลที่แจ้งต่อ กกต. เสวัสดิการทุกช่วงวัย ตั้งแต่เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า บำนาญประชาชน ยันเงินเดือนทหารอาสา ใครใช้เงินเท่าไหร่ แหล่งเงินมาจากไหน "ฐานเศรษฐกิจ" มัดรวมข้อมูลสำคัญให้คุณตัดสินใจก่อนเข้าคูหาที่นี่

KEY

POINTS

  • พรรคการเมืองต่างๆ แข่งขันเสนอนโยบายสวัสดิการเพื่อหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 โดยชูประเด็นหลักด้านบำนาญ เบี้ยยังชีพ และการเพิ่มรายได้
  • นโยบายที่โดดเด่นและถูกเสนอโดยหลายพรรคคือการเพิ่มเบี้ยยังชีพและบำนาญสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีข้อเสนอตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 5,000 บาทต่อเดือน
  • นโยบายสวัสดิการเหล่านี้มาพร้อมกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล ซึ่งรวมกันจากทุกพรรคการเมืองมีมูลค่ากว่า 25.8 ล้านล้านบาท

บรรยากาศการเมืองไทยก่อนถึงวันลงคะแนน 8 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มคุกรุ่น เมื่อพรรคการเมือง 51 พรรค ต่างตบเท้าเข้านำเสนอชุดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ข้อมูลนโยบายหาเสียงเลือกตั้งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขหาเสียง แต่คือคำมั่นสัญญาที่ผูกพันกับงบประมาณแผ่นดินรวมกว่า 25.8 ล้านล้านบาทจากทั้งหมด 51 พรรคการเมือง

ซึ่ง "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เจาะลึกนโยบายด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิตจากพรรคการเมืองสำคัญ ดังนี้

พรรคกล้าธรรม

แชมป์งบประมาณกับเมกะโปรเจกต์แก้หนี้และสวัสดิการ ด้วยวงเงินงบประมาณสูงสุดถึง 2.27 ล้านล้านบาท พรรคกล้าธรรมมุ่งเน้นการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจฐานราก  

นโยบายเรือธงคือ Social Welfare Pillar ที่จัดให้มีหลักประกันรายได้ผู้สูงวัยถ้วนหน้าและระบบดูแลสุขภาพถึงบ้าน

นอกจากนี้ยังมี นโยบาย Educational Pillar เพื่อแก้หนี้ครูทั้งระบบและเพิ่มสวัสดิการเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ใช้งบประมาณ 60,000 ล้านบาท

รวมถึงการจัดตั้ง ธนาคารประชาชน (Banking for Thais) วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นนโยบาย "หายจนเงิน-หายจนใจ" วงเงินรวม 2.12 ล้านล้านบาท โดยมุ่งเน้นสวัสดิการทุกช่วงวัย

นโยบายเด่นคือ เบี้ยผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไปรับ 1,000 บาทถ้วนหน้าแบบถ้วนหน้า ใช้งบสูงถึง 168,000 ล้านบาทต่อปี (672,000 ล้านบาทใน 4 ปี)

สำหรับแรงงานมีนโยบาย ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน ที่รัฐจะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างรายได้หากต่ำกว่าค่าครองชีพขีดเส้นฐาน วงเงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี

ด้านเด็กเล็กมี เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด 5,000 บาท และ เงินอุดหนุนแม่และเด็ก เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน ใช้งบ 27,500 ล้านบาทต่อปี รวมถึงนโยบายเรียนฟรีคู่ชุมชนเติบโต ใช้งบ 20,000 ล้านบาทต่อปี

พรรคไทยก้าวใหม่

พรรคไทยก้าวใหม่เน้นการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการศึกษาและสุขภาพ ใช้งบประมาณรวม 1.3 ล้านล้านบาท

นโยบายที่ใช้งบสูงสุดคือ หลักประกันสุขภาพก้าวใหม่ วงเงิน 235,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มงบเหมาจ่ายต่อหัวเป็น 4,500 บาท ตามด้วย สวัสดิการผู้สูงอายุแบบก้าวหน้า 1,000 - 1,800 บาทตามช่วงอายุ ใช้งบ 210,000 ล้านบาทต่อปี

ด้านการศึกษาเสนอ เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ใช้งบ 52,200 ล้านบาทต่อปี และดูแลเด็กแรกเกิด/ส่งเสริมการมีบุตร 63,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย ทหารเกณฑ์สู่สมัครใจ 100% พร้อมเงินเดือน 14,000 บาท ใช้งบ 20,840 ล้านบาทต่อปี

พรรคประชาชน

พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายเน้น "ฐานรากคุณภาพชีวิต" ใช้งบสวัสดิการรวม 286,750 ล้านบาทต่อปี

แบ่งเป็น เบี้ยผู้สูงอายุ วงเงิน 190,000 ล้านบาทต่อปี เป้าหมายปรับเป็น 1,500 บาทถ้วนหน้าในปี 2573

เบี้ยคนพิการ 34,000 ล้านบาทต่อปี ปรับเพิ่มเป็น 1,200 - 2,000 บาท และ เงินอุดหนุนเด็ก ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเรียน 27,000 ล้านบาทต่อปี

รวมถึงการปฏิรูประบบบริการสุขภาพทั่วไทยใช้งบ 35,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยด้วยระบบดิจิทัล

พรรครวมไทยสร้างชาติ

ภายใต้ชุดนโยบายวงเงิน 7.28 แสนล้านบาทต่อปี พรรคเน้นการเพิ่มสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง โดยเสนอปรับเพิ่ม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็น 1,500 บาทต่อเดือน (กรณีเคยเสียภาษีรับ 2,000 บาท) ใช้วงเงิน 264,000 ล้านบาท และเพิ่มเบี้ยคนพิการ เป็น 1,500 - 2,000 บาท ใช้วงเงิน 42,480 ล้านบาท

ด้านการจ้างงานมีนโยบายจ้างเด็กจบใหม่ คนตกงาน และผู้สูงอายุ 3 แสนตำแหน่ง (เงินเดือน 12,000 บาท) ใช้งบ 43,200 ล้านบาท และปรับเงินเดือนพลทหารเป็น 15,000 บาท

พรรคพลังประชารัฐ

พรรคเน้นการดูแลกลุ่มเป้าหมายผ่าน บัตรประชารัฐ Extra เพิ่มเงินเป็น 700 บาท/เดือน ใช้งบ 112,560 ล้านบาทต่อปี

นโยบาย มารดาประชารัฐ สนับสนุนเงินเดือนละ 1,500 บาท ช่วงตั้งครรภ์ และ 1,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ใช้งบ 30,064 ล้านบาทต่อปี

และเสนอ เบี้ยผู้สูงอายุประชารัฐ 3,000 - 5,000 บาท ใช้งบประมาณรวมในหมวดดูแลประชาชน 547,251 ล้านบาท

พรรคไทยสร้างไทย

นโยบายหลักของพรรคคือการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ใช้งบรวม 497,000 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญคือ บำนาญผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท สำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอ ใช้งบ 260,000 ล้านบาทต่อปี

นโยบาย พัฒนาชีวิตคนพิการ เพิ่มเบี้ยเป็น 3,000 บาท/เดือน ใช้งบ 40,000 ล้านบาท

และนโยบาย สร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพ ตั้งแต่ในครรภ์ถึง 6 ขวบ ใช้งบ 10,000 ล้านบาท

พรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติเน้นนโยบาย "รัฐสวัสดิการตลอดชีพ" ใช้งบ 398,356 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมเงินอุดหนุนเด็ก 0-7 ปี เดือนละ 1,000 บาท (ใช้งบ 42,000 ล้านบาทต่อปี)

และบำนาญผู้สูงอายุ 1,000 - 3,000 บาท ภายใน 4 ปี (ใช้งบ 356,356 ล้านบาทต่อปี)

นอกจากนี้ยังมีนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนครูตาดีกาและผู้สอนศาสนาเป็น 5,000 - 6,000 บาท ใช้งบ 672 ล้านบาทต่อปี

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ นโยบายหลักคือ คนไทยไร้จน เติมรายได้ให้ครบ 3,000 บาท/เดือน ใช้งบ 60,000 ล้านบาทต่อปี

นโยบาย บัญชีตั้งตัวเด็กแรกเกิด 1,300 ล้านบาทต่อปี และ หวยเกษียณ 1,500 ล้านบาทต่อปี

สำหรับวัยเกษียณมีการ ล้างหนี้วัยเกษียณ 4,000 ล้านบาท และนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วย AI วงเงิน 3,000 ล้านบาท

พรรคภูมิใจไทย

เสนอนโยบายวงเงินรวม 1.48 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการสร้างงานในระบบสวัสดิการ ได้แก่ พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) อัตราจ้าง 15,000 บาท/เดือน ใช้งบ 13,500 ล้านบาทต่อปี

และ ทหารอาสา 1 แสนคน เงินเดือน 12,000 บาท ใช้งบ 22,700 ล้านบาทต่อปี เพื่อทดแทนการบังคับเกณฑ์ทหาร

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการประชันกันของ "ชุดนโยบายสวัสดิการ" ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งเพิ่มงาน เพิ่มรายได้ และลดค่าครองชีพเป็นอันดับต้นๆ

ความท้าทายที่แท้จริงคือการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้เกิดความคุ้มค่าและไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาวตามที่แต่ละพรรคได้ให้คำมั่นไว้กับ กกต.