KEY
POINTS
(24 มกราคม 2569) — นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยความคืบหน้าการรื้อย้ายโครงเหล็กของเครน LG และคานปูนที่เกิดเหตุพังถล่มบนถนนพระราม 2 บริเวณโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ล่าสุดวันนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญได้ดำเนินการตัดชิ้นส่วนและยกโครงเหล็กของเครน LG ที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงดำเนินการรื้อย้ายชิ้นส่วน End Segment รวมถึง Main Support Beam และนั่งร้าน W Frame ลงมาเรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย
โดยชิ้นส่วนโครงเหล็กและส่วนประกอบของเครน LG ได้ถูกแยกกองเก็บไว้อย่างปลอดภัยในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงเฝ้าดูแลวัตถุพยานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบและเก็บวัตถุพยานตามขั้นตอนทางกฎหมาย สำหรับนำไปวิเคราะห์ทางด้านนิติวิศวกรรมและหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุเครน LG ถล่มดังกล่าวต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากทีมวิศวกรจากสำนักก่อสร้างสะพานของกรมทางหลวงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างบริเวณข้างเคียงที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุเครน LG ถล่ม รวมถึงงานก่อสร้างของโครงการฯ ซึ่งได้มีคำสั่งให้ผู้รับจ้างบริษัท ITD หยุดงานไว้ก่อน โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่ามีจุดสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดความปลอดภัย 2 ส่วน คือ
1) การรื้อถอนพื้นสะพานรูปกล่องคอนกรีตอัดแรงใกล้จุดเกิดเหตุที่ถูกเครน LG พังถล่มมากระแทกได้รับความเสียหาย จำนวน 2 ช่วง โดยตรวจพบว่าพื้นสะพานทะลุและลวดอัดแรง (Prestressed Tendon) ได้รับความเสียหาย รวมถึงมีรอยร้าวปรากฎบริเวณชิ้นส่วนสะพานรูปกล่อง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง จำเป็นต้องรื้อถอนลงมาก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยการเคลื่อนย้ายเครน LG เข้าไปติดตั้งและพยุงชิ้นส่วนพื้นสะพานคอนกรีตรูปกล่องอัดแรงที่จะถูกตัดแยกแต่ละก้อนลงมาอย่างเป็นระบบ
2) การเชื่อมต่อโครงสร้างสะพานคานยื่น (Balanced Cantilever) ช่วงข้ามแม่น้ำท่าจีนที่ยังไม่บรรจบกันจำนวน 3 จุด และรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราว เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างสะพานฯ ถูกทิ้งค้างไว้ในรูปแบบ “แขนยื่นอิสระ” และใช้นั่งร้านชั่วคราวขนาดใหญ่ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักอยู่ จำเป็นต้องเร่งเทคอนกรีตเชื่อมต่อโครงสร้างสะพานส่วนยื่น (Closure) ให้บรรจบอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้การรับน้ำหนักและถ่ายแรงเป็นไปตามการออกแบบด้านวิศวกรรม และสามารถรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราวที่มีความเสี่ยงสูงออกได้โดยเร็วที่สุด
โดยปัจจุบัน กรมทางหลวงได้สั่งการให้ปิดกั้นพื้นที่บริเวณทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวแล้ว เพื่อความปลอดภัยก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ พร้อมทั้งได้วางมาตรการด้านวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจต่อสาธารณะตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม แบ่งออกเป็น 5 มิติ ดังนี้
1. มิติที่ 1 พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย: ปิดการจราจร 100% เฉพาะบริเวณพื้นที่ก่อสร้างที่มีงานอันตรายบนที่สูง รวมทั้งให้เว้นระยะปลอดภัย (Safety Zone) ด้านข้าง เพื่อแยกพื้นที่ก่อสร้างออกจากพื้นที่สัญจรอย่างเด็ดขาด
2. มิติที่ 2 เครื่องจักรและอุปกรณ์ต้องปลอดภัย: ยกเครื่องระบบตรวจสอบทางวิศวกรรม โดยให้ตรวจทานแบบและรูปแบบการติดตั้งเครน LG ของแต่ละช่วงสะพาน พร้อมทั้งรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด รวมทั้งให้ตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์เครน LG ใหม่อีกครั้ง และดำเนินการติดตั้ง Add-on ระบบ Structural Health Monitoring (SHM) หรือเซนเซอร์ตรวจวัดพฤติกรรมโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
3. มิติที่ 3 เปลี่ยนผู้ปฎิบัติงาน LG เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐาน: ยุติการดำเนินงานของชุดปฏิบัติงาน LG รายเดิมของ ITD และจัดหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านงาน LG ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยได้รับการยอมรับเข้ามาดำเนินการแทน
4. มิติที่ 4 ตรวจสอบและกำกับควบคุมความปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party): เพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่เป็นอิสระ โดยเชิญ วสท. ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและร่วมกำกับควบคุมดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอนอีกชั้นหนึ่ง ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน
5. มิติที่ 5 ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย: เปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการรื้อถอนพื้นสะพานที่เสียหายและการเทคอนกรีตเชื่อมต่อโครงสร้างสะพานคานยื่นดังกล่าว กรมทางหลวงได้วางแผนและกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ภายใต้มาตรการความปลอดภัยทั้ง 5 มิติอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน
โดยในวันนี้ (24 ม.ค. 2569) จะเริ่มดำเนินการเทคอนกรีตเชื่อมต่อโครงสร้างสะพานคานยื่นในจุดแรก ส่วนการรื้อถอนพื้นสะพานที่เสียหาย กรมทางหลวงได้สั่งการให้บริษัท ITD จัดหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านงาน LG ให้เตรียมเข้ามาดำเนินการแล้ว รวมถึงเริ่มดำเนินการ Recheck ความปลอดภัยของเครื่องจักรและอุปกรณ์ LG และวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานลงรายละเอียดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการตัดชิ้นส่วนพื้นสะพานคอนกรีตที่ดึงลวดอัดแรงไปแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคด้านวิศวกรรมขั้นสูงและความระมัดระวังในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ในส่วนของการบริหารจัดการจราจรระหว่างการปฏิบัติงานดังกล่าว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้เส้นทาง กรมทางหลวงมีความจำเป็นต้องปิดพื้นที่จราจรบนช่องทางหลัก (Main Road) ช่วง กม.29+100 ถึง กม.32+100 ประมาณ 3 กม. โดยช่องทางขนาน (Frontage Road) ยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ ดังนี้
• ขาออกกรุงเทพฯ: เบี่ยงออกทางขนานบริเวณเลยสะพานข้ามแยกมหาชัย (กม.29+100)
• ขาเข้ากรุงเทพฯ: เบี่ยงออกทางขนานบริเวณวัดกลางอ่างแก้ว (กม.32+100)
โดยแขวงทางหลวงสมุทรสาคร จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินการอำนวยการจราจรบริเวณทางคู่ขนาน ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก กทม. โดยบูรณาการร่วมกับการวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานของโครงการก่อสร้างในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถเปิดเบี่ยงการจราจรและระบายรถให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้เส้นทาง
กรมทางหลวงต้องขออภัยในความไม่สะดวกเป็นอย่างสูง แต่ขอยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้โครงสร้างทางยกระดับมอเตอร์เวย์ M82 มีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนใช้งาน โดยได้สั่งการให้ศูนย์บริหารจัดการจราจร (HTOC) บูรณาการข้อมูลร่วมกับโครงการฯ เพื่อประชาสัมพันธ์แนะนำเส้นทางเลี่ยงให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงในทุกช่องทาง ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีฯ พร้อมทั้งมอบหมายให้ แขวงทางหลวงสมุทรสาคร ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)