ทำไม? เครนรถไฟ -ทางด่วน-รถไฟฟ้า ไม่ถล่มในญี่ปุ่นแต่ถล่มในไทย

18 ม.ค. 2569 | 02:25 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ม.ค. 2569 | 02:34 น.

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตุ ทำไม? เครนรถไฟ -ทางด่วน-รถไฟฟ้า ไม่ถล่มในญี่ปุ่นแต่ถล่มในไทย แถมถล่มถี่เห็นภาพเดิมซ้ำๆ เครนล้ม คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เงียบ

KEY

POINTS

  • สาเหตุหลักเกิดจาก “วิธีคิดต่อความเสี่ยง” ที่แตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นมองอุบัติเหตุเป็นความล้มเหลวของระบบและเน้น “ป้องกันก่อนสูญเสีย” ขณะที่ไทยมักมองเป็นความประมาทของบุคคลและเน้น “เยียวยาหลังสูญเสีย”
  • ญี่ปุ่นมีมาตรการความปลอดภัยเชิงรุกที่เป็นระบบ เช่น ประชุมความปลอดภัยทุกเช้า ใช้อุปกรณ์มาตรฐาน และหยุดงานเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุทันทีแม้เป็นเพียงเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (near-miss)
  • ในไทยมักเกิดวงจรซ้ำๆ คือเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จะมีการคุมเข้มความปลอดภัยเพียงชั่วคราว ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม โดยไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของระบบ

 

ญี่ปุ่นก็สร้างรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน รถไฟฟ้า หลายโครงการพร้อมกัน ใช้เครนจำนวนมาก ทำงานแข่งกับเวลาไม่ต่างจากเรา แต่แปลกไหม… ข่าวเครนถล่มในญี่ปุ่นแทบไม่เคยปรากฏ ขณะที่ในไทย เราเห็นภาพเดิมซ้ำๆ เครนล้ม คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เงียบ

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่18 มกราคม2569ว่า ได้เขียนบทความนี้จากประสบการณ์ตรง เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น เคยพักในอพาร์ตเมนต์ของบริษัทผู้รับเหมาญี่ปุ่น เคยทำงานกับวิศวกรญี่ปุ่นจริงๆ

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำกว่า แต่คือ “วิธีคิดต่อความเสี่ยง” ต่างกัน ญี่ปุ่นป้องกันก่อนสูญเสีย ไทยเยียวยาหลังสูญเสีย เมื่อฐานคิดต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน

1. ญี่ปุ่นมองอุบัติเหตุอย่างไร?

ญี่ปุ่นไม่มองอุบัติเหตุว่าเป็นเรื่องซวย เป็นความสะเพร่าของคนงาน หรือเป็นเรื่องดวง และไม่ใช่เรื่องที่ “ขอแสดงเสียใจแล้วก็จบ” แต่เขามองว่าอุบัติเหตุเป็นความล้มเหลวของระบบ ถ้าเกิดขึ้น แปลว่าระบบออกแบบมาพลาด ไม่ใช่แค่ “ใครคนใดคนหนึ่งผิด” ถ้าไม่แก้ระบบ ความผิดพลาดเดิมจะเกิดซ้ำกับคนใหม่เสมอ

เครนถล่ม

2. แล้วไทยล่ะ?

ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง ภาพที่เราเห็นคือ คนงานบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การแสดงความเสียใจ และการเยียวยาตามระเบียบ ที่เห็นชัดก็คือ ความปลอดภัยในไทยมักถูกพูดถึงหลังมีคนตายแล้ว จากนั้น… เข้มงวดชั่วคราว ตรวจชั่วคราว ออกข่าว แล้วทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม

3. ทำไมญี่ปุ่น “ป้องกันก่อนสูญเสีย” ได้จริง?

เพราะเขาทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น

(1) ทำงานเป็นระบบ เป็นทีม ไม่มี “ศิลปินเดี่ยว” ที่ใครพลาดจะต้องรับกรรม

(2) ก่อนเริ่มงานทุกเช้าต้องมี Morning Briefing คุยความเสี่ยงก่อนทำงานเสมอ

(3) ก่อสร้างตามแบบอย่างเข้มงวด ไม่ลดสเปก ไม่ดัดแปลงหน้างาน

(4) ใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน เพราะต้นทุนความปลอดภัยถูกกว่าต้นทุนอุบัติเหตุเสมอ

(5) ไม่โทษดวง ไม่โทษคนงาน แต่ย้อนถามว่า ระบบเปิดช่องให้พลาดตรงไหน

(6) ไม่มีแนวคิด “ค่อยไปเสี่ยงเอาหน้างาน”

(7) ถ้าเกิดเหตุ เพียงแค่ “เฉียดอุบัติเหตุ” จะต้องหยุดงานทันที วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไขก่อนทำงานต่อ

( ซ้อมรับมืออุบัติเหตุเป็นกิจวัตร ไม่รอให้เกิดจริงแล้วค่อยเรียนรู้จากศพ

(9) อุปกรณ์เซฟตี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถ้างานเสี่ยงต้องใช้เครื่องจักรแทนคน โดยไม่มีคำถามว่า “คุ้มไหม?”

(10) ระบบประมูลไม่มี “เงินทอน” ทำให้มีงบสำหรับความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในทางปฏิบัติ รายละเอียดยังมีมากกว่านี้อีกมาก

4. บทสรุปที่หลายคนอาจไม่ยอมรับ

ญี่ปุ่นไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่เขาจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้คนตัวเล็กต้องเสี่ยงแทนระบบ เขาออกแบบทุกอย่างให้เกิดความผิดพลาดยากตั้งแต่ต้น ถ้าพลาด ระบบต้องรับ ไม่ใช่คนงานรับ ระบบครอบคลุมตั้งแต่กฎหมาย ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมการทำงาน ไปจนถึงวิธีคิดของผู้บริหารโครงการ

เมื่อบอกว่า “ระบบต้องรับผิด” ไม่ได้หมายความว่า “คนไม่ต้องรับผิด” คนทำผิดยังต้องถูกลงโทษ หากฝ่าฝืนกฎ เจตนาละเมิด หรือสั่งให้ผู้อื่นเสี่ยงทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่างจากเราคือ เขาไม่หยุดแค่การลงโทษคน เขาย้อนกลับไปแก้ที่ “ระบบ” เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดแบบเดิมเกิดซ้ำกับคนรุ่นถัดไป

5. คำถามทิ้งท้าย

ถ้าเราไม่อยากเห็นข่าว “เครนถล่มครั้งต่อไป” คุณคิดว่า ประเทศไทยควรเริ่มเปลี่ยนจากจุดไหนก่อน?

กฎหมาย?

ระบบประมูล?

ผู้รับเหมา?

วัฒนธรรม “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยแก้”?

หรือการเลิกโทษคนตัวเล็ก แล้วหันมาแก้ระบบจริงๆ?

คอมเมนต์ได้เต็มที่ โพสต์นี้ตั้งใจให้ถกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ตั้งใจให้เงียบ