ครม.ไฟเขียวเก็บเงินค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M9 บางบัวทอง – บางปะอิน

13 ม.ค. 2569 | 05:31 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ม.ค. 2569 | 05:31 น.

ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม เก็บเงินค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M9 ถนนกาญจนาภิเษก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้เริ่มจัดเก็บค่าผ่านทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน
  • การเก็บค่าธรรมเนียมจะเป็นแบบตามระยะทาง โดยมีด่านเก็บเงินทั้งหมด 6 ด่าน
  • กำหนดให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางทุก 5 ปี โดยจะเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันที่อธิบดีกรมทางหลวงประกาศเป็นต้นไป

วันที่ 13 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก)  ตอนบางบัวทอง - บางปะอิน ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ

ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้ว รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นการกำหนดให้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนบางบัวทอง - บางปะอิน เป็นทางหลวงที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ ตามประเภทของยานยนตร์ในอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวงนี้

โดยกำหนดให้เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางตามระยะทางตามประเภทของยานยนตร์ และกำหนดให้มีการปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี (การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงดังกล่าว จะเริ่มเก็บตั้งแต่วันที่อธิบดีกรมทางหลวงประกาศกำหนดเป็นต้นไป) ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี 

มีจุดเก็บค่าธรรมเนียมทั้งหมด 6 ด่าน (ขาออกจากกรุงเทพมหานคร 3 จุด และขาเข้ากรุงเทพมหานคร 3 จุด) โดยกรมทางหลวงได้ดำเนินการประมาณการรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง คาดว่าในช่วงปีแรกจะจัดเก็บได้ ประมาณ 308 ล้านบาทต่อปี และในปีที่ 30 จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,429 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นการล่วงหน้า

ทั้งนี้กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณเห็นควรที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในหลักการโดยสำนักงบประมาณ เห็นว่ากรมทางหลวงควรเร่งรัดและกำกับการดำเนินโครงการทางหลวงพิเศษดังกล่าว ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและกรอบเวลาที่กำหนดไว้

โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญด้วย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนด ค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 

จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย