หอการค้า ถกเพื่อไทย ชงพิมพ์เขียวฟื้นศก. เตือนหลังเลือกตั้งความเสี่ยงเพียบ

13 ม.ค. 2569 | 04:41 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ม.ค. 2569 | 07:24 น.

หอการค้าไทย หารือ เพื่อไทย เตือนเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งเผชิญความเสี่ยงสูง หากนโยบายไม่ต่อเนื่อง เร่งแก้โครงสร้าง ปราบคอร์รัปชัน ดึงลงทุนใหม่ สร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและนักลงทุน

KEY

POINTS

  • หอการค้าไทยเข้าพบหารือกับพรรคเพื่อไทย ชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวและจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นอย่างเร่งด่วน
  • เสนอให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและทุนสีเทา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ภาคเอกชนได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เช่น การปฏิรูประบบราชการ การปราบปรามทุจริต และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

วันนี้ (13 มกราคม 2569) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอร่างพิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ 

ทั้งนี้ ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถานบัน (กกร.) จึงได้สรุปข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วได้

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและทันต่อบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นประชานิยม พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหาทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชัน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศในระยะต่อไป ซึ่งศักยภาพในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

โดยหอการค้าไทย ได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่

1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง 

2. การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 

3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ 

4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ 

5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ 

6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

 

หอการค้า ถกเพื่อไทย ชงพิมพ์เขียวฟื้นศก. เตือนหลังเลือกตั้งความเสี่ยงเพียบ

นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

 

หอการค้า ถกเพื่อไทย ชงพิมพ์เขียวฟื้นศก. เตือนหลังเลือกตั้งความเสี่ยงเพียบ

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมเวที “เสวนา Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ในวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องไทรทอง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย,

การจัดงาน“แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย” ในวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องราชเทวี 1 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

การจัดงาน “เสวนานโยบายพรรคการเมือง โค้งสุดท้าย กำหนดอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศต่อภาคเอกชนและสาธารณชน อันจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

 

หอการค้า ถกเพื่อไทย ชงพิมพ์เขียวฟื้นศก. เตือนหลังเลือกตั้งความเสี่ยงเพียบ

 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคมีนโยบายสำคัญในการเป้าหมายประเทศไทยวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูงสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย Science and Technology (S&T) เป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพคนไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลของนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมั่นคงและยั่งยืน หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่การใช้ 2 เครื่องยนต์หลัก ควบคู่กัน ได้แก่ 

  • การ “Upgrade Existing Engine” ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจเดิมผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ
  • การสร้าง “New Growth Engine” เพื่อเปิดแหล่งเติบโตใหม่ให้กับประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับแนวหน้า และการสร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเสาหลักแรกคือการสร้าง ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาที่ยึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030

เสาหลักที่สองคือการเสริมสร้าง หลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ 

รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ เสาหลักที่สามคือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

หอการค้า ถกเพื่อไทย ชงพิมพ์เขียวฟื้นศก. เตือนหลังเลือกตั้งความเสี่ยงเพียบ