KEY
POINTS
Moody’s–Fitch ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็นเชิงลบ สะท้อนปัญหาขาดดุลงบประมาณเรื้อรังและหนี้สาธารณะสูง ทำให้ฐานะการคลังที่เคยเป็นจุดแข็งเริ่มเปราะบาง
แผน MTFF 2569–2573 ตั้งเป้าลดขาดดุลต่ำกว่า 3% ของ GDP ล็อกเพดานหนี้ไม่เกิน 70% และคุมเข้มภาระนอกงบมาตรา 28 เพื่อกู้ความเชื่อมั่นและรักษาเครดิตประเทศ
ความสำเร็จของแผนขึ้นกับเสถียรภาพการเมืองและความกล้าเดินนโยบายที่ขมแต่จำเป็น หากถอยกลับประชานิยม เสี่ยงถูกลดเครดิตและดันต้นทุนการเงินทั้งระบบ
สถานการณ์ทางการคลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลอย่าง Moody’s และ Fitch ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงสู่แนวโน้ม “เชิงลบ” (Negative)
ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ฐานะการคลังที่เคยเป็นจุดแข็งของไทยกำลังเปราะบางลงจากการขาดดุลงบประมาณที่เรื้อรังและภาระหนี้สาธารณะที่ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะแม่ทัพใหญ่ทีมเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้วางรากฐานผ่าน “แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2569-2573” เพื่อรื้อโครงสร้างและปรับสมดุลวินัยการเงินการคลังของประเทศใหม่ทั้งหมด
ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการ “ผ่าตัดใหญ่” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับเครดิตและวางรากฐานความมั่งคั่งให้แก่รัฐบาลชุดต่อๆ ไป
หัวใจสำคัญแรกของแผนการคลังฉบับนี้คือ การ “หักหัวกราฟ” การขาดดุลการคลังลงอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 ลงมาให้อยู่ในระดับที่สังคมโลกยอมรับคือไม่เกิน 3% ภายในปี 2572
พร้อมกับการล็อกเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 70% ของ GDP โดยไม่มีการขยายกรอบเพิ่มเติม นี่คือ ความกล้าหาญทางการคลังที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยจะไม่ใช้เงินเกินตัวจนทำลายอนาคตของคนรุ่นหลัง
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้คือ “ภาระผูกพันนอกงบประมาณ” หรือการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งปัจจุบันยอดคงค้างพุ่งทะยานทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท
ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า กว่า 70% ของภาระหนี้ในส่วนนี้คือ กองเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าแก่ภาคเกษตรกรรมผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แม้ในแง่หนึ่งจะเป็นการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว แต่ในเชิงโครงสร้างกลับไม่ได้ช่วยยกระดับผลิตภาพการผลิต แถมยังสร้างภาระต้นทุนดอกเบี้ยให้รัฐต้องชดเชยปีละเกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท
การบริหารจัดการ “กระเป๋าเงินใบที่สอง” นี้จึงเป็นเงื่อนไขชี้ขาด นายเอกนิติได้เริ่มก้าวแรก ด้วยการอนุมัติชำระหนี้คืนให้ ธ.ก.ส. วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทในทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อลดแรงกดดันต่อพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และแสดงให้นักลงทุนเห็นว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสะสางหนี้สินเก่าเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครดิตเรตติ้งของประเทศ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการที่ S&P Global Ratings ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงมุมมองที่ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) ในปี 2568 ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้า
ลำพังเพียงการตัดลดรายจ่ายและคุมเข้มหนี้สินอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน แผนการคลังระยะปานกลางจึงระบุถึง “ความจำเป็นเร่งด่วน” ในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่
โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลเพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 263,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งถือเป็นงานหินที่เต็มไปด้วยขวากหนามและความท้าทาย
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ การทยอยปรับขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยังคงอัตราไว้ที่ 7% เพื่อพยุงกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่ในแผน MTFF ได้ปูทางไว้ชัดเจนว่า ในปี 2571 จะปรับขึ้นเป็น 8.5% และก้าวสู่ 10% ในปี 2573 เพื่อสร้างฐานรายรับที่มั่นคงรองรับสังคมสูงวัย
“การขยับ VAT เพียง 1% สามารถสร้างรายได้ให้รัฐได้มากกว่า 7-8 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่นั่นหมายถึง การยอมรับความเสี่ยงด้านค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องวางแผนสำรองในการอุดหนุนกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ”
นอกจาก VAT แล้ว การปฏิรูปครั้งนี้ยังเปรียบเสมือนการ “ปรับจูนเครื่องยนต์ของเรือลำใหญ่” โดยมุ่งไปที่การอุดรอยรั่วและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ๆ ในระบบจัดเก็บรายได้ 3 ด้านหลัก ได้แก่:
เป้าหมาย 2.63 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเพ้อฝัน แต่เป็นตัวเลขที่ผ่านการคำนวณจากศักยภาพของนวัตกรรมภาษีใหม่ๆ หากทำได้สำเร็จ พื้นที่ทางการคลังของไทยจะกลับมากว้างขวางพอที่จะรองรับวิกฤตในอนาคตได้อีกครั้ง
อุปสรรคที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือ “เสถียรภาพทางการเมือง” การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้รัฐบาลของนายอนุทินที่มีอายุเพียง 2 เดือนครึ่ง ต้องทิ้ง “พิมพ์เขียวการคลัง” ฉบับนี้ไว้ให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อ คำถามที่ค้างคาใจนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตคือ รัฐบาลใหม่จะกล้าพอที่จะเดินตามแผนงานที่ “ขม” แต่ “ดีต่อสุขภาพการคลัง” นี้หรือไม่?
หากรัฐบาลชุดใหม่เลือกที่จะกลับไปใช้วิธีการใช้จ่ายแบบเดิมๆ มุ่งเน้นนโยบายประชานิยมระยะสั้นที่ต้องกู้ยืมเงินผ่านมาตรา 28 อย่างไร้วินัย หรือชะลอการปฏิรูปภาษีเพียงเพื่อหวังคะแนนเสียง ความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งย่อมกลายเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเครดิตประเทศถูกลดชั้น ต้นทุนทางการเงินจะพุ่งสูงขึ้นทันที กระทบตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลไปจนถึงดอกเบี้ยบ้านและเงินกู้ของธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศ
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีตามแผน MTFF จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานเพื่อ “ความมั่นคงทางการคลัง” ซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มกันสุดท้ายของประเทศไทย ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ
การมีฐานะการคลังที่แข็งแรงจะช่วยให้รัฐบาลสามารถใช้ “นโยบายการคลังเชิงรุก” ได้ในยามคับขัน เช่นเดียวกับโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นตัวอย่างของการใช้กลไกการคลังเพื่อแชร์ความเสี่ยงและกระตุ้นสินเชื่อในยามที่ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,163 วันที่ 4 - 7 มกราคม พ.ศ. 2569