
กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดศึกปราบนอมินี-บัญชีม้า ยกเคสเสียหาย 18 ล้านเตือนนักบัญชี
กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดศึกปราบนอมินี–บัญชีม้า ยกเคสจริงเสียหาย 18 ล้านบาท คุมเข้มตรวจเส้นทางเงิน บังคับเห็นกรรมการลงชื่อจริง ย้ำจรรยาบรรณนักบัญชี ปิดช่องทุนเทา ปกป้องระบบธุรกิจไทย
KEY
POINTS
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าปราบปรามการใช้ 'นอมินี' เพื่อเลี่ยงกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าว และ 'บัญชีม้า' ในรูปแบบบริษัทที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงผู้เสียหาย
- ยกกรณีศึกษาเตือนภัยนักบัญชีที่รับงานผ่านโซเชียลมีเดียและรับรองลายมือชื่อกรรมการโดยไม่เห็นตัวจริง เป็นเหตุให้มิจฉาชีพถอนเงินบริษัทไปได้ 18 ล้านบาท
- ผู้ทำบัญชีที่กระทำผิดต้องเผชิญคดีอาญาและถูกตรวจสอบจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยกรมฯ ได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการยืนยันการลงลายมือชื่อต่อหน้าเท่านั้น
วันนี้ ( 22 ธันวาคม 2568) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มีการจัดงาน "มหากรรม รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า" โดยภายในงานได้มีการจัดเสวนา 'ถอดบทเรียนนอมินีในประเทศไทย ' ณ ณ ห้องรอยล จูบิลี บอลรุม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตั้งแต่ต้นสายจนถึงปลายทางตลอดช่วงอายุของธุรกิจปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลที่เป็นห้างหุ้นส่วนประมาณ 200,000 ราย และบริษัทอีก 780,000 ราย รวมทั้งหมด 980,000 ราย โดยกฎหมายกำหนดให้ทุกกิจการต้องมีผู้ทำบัญชี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 80,000 กว่าคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจกว่า 85-90% ไม่ได้มาจดทะเบียนด้วยตนเอง แต่จะจ้างนักบัญชี ผู้รับจ้างอิสระ หรือทนายความให้ดำเนินการแทน ซึ่งกรมฯ มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปราม ซึ่งต้องอาศัยการรวมพลังจากทุกภาคส่วน
โดยมีกฎหมายสำคัญคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวซึ่งมีบัญชีแนบท้าย 3 ประเภท
- บัญชีที่ 1 ธุรกิจที่ห้ามต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น เกษตรกรรม (ทำนา ทำสวน ทำไร่) และการค้าที่ดิน
- บัญชีที่ 2 และ 3 ธุรกิจที่ต้องขออนุญาตก่อน เช่น การขนส่ง (บัญชี 2) หรือบริการด้านบัญชี กฎหมาย การเงิน โรงแรม และร้านอาหาร (บัญชี 3)
วิธีการเลี่ยงกฎหมาย (นอมินี)
ที่ผ่านมา พบว่าการเลี่ยงกฎหมาย (นอมินี) จะมีการเปิดบริษัทโดยให้คนไทยถือหุ้น 51% เพื่อให้บริษัทมีสถานะเป็นไทย และไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ โดยมีคนไทยเข้าไปสนับสนุนในการจดทะเบียน เป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นกรรมการร่วมโดยไม่ได้ลงทุนจริง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาบัญชีม้าที่มาพร้อมกับกลุ่มมิจฉาชีพ (สแกมเมอร์) ที่หลอกให้ลงทุนผ่านการเปิดบริษัทชื่อน่าเชื่อถือ เพื่อให้เหยื่อกล้าโอนเงินมากกว่าการโอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา
กรณีศึกษาความเสียหาย 18 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ ได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงเพื่อเตือนภัยนักบัญชี โดยมิจฉาชีพติดต่อจ้างผู้ทำบัญชีในจังหวัดพัทลุงผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการบริษัท ซึ่งผู้ทำบัญชีรับงานโดยมีค่าจ้างเพียง 2,000 - 2,500 บาท และรับรองว่าเห็นกรรมการ (ชาวต่างชาติ) ลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง ทั้งที่ไม่เห็นตัวจริง และมิจฉาชีพเข้าไปเป็นกรรมการแทน และถอนเงินออกจากบัญชีบริษัทไปถึง 18 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ทำบัญชีรายนั้นต้องถูกดำเนินคดีอาญา ถูกตรวจสอบจรรยาบรรณวิชาชีพ และไม่สามารถลงชื่อรับรองลายมือชื่อได้อีกต่อไป
มาตรการป้องกันและตรวจสอบของกรมฯ
ทั้งนี้กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ดังนี้
- การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: หากพบความผิดปกติ จะเรียกดู Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อดูความสอดคล้องกับการลงทุน
- ตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง: ตรวจสอบข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี) หากพบว่าระบุเงินลงทุนสูงถึง 500,000 บาท จะสันนิษฐานว่าอาจถูกหลอกมา
- การรับรองลายมือชื่อ: ออกประกาศให้ชัดเจนว่าผู้รับรอง (นักบัญชี, ผู้สอบบัญชี, ทนายความ) ต้องเห็นกรรมการลงชื่อต่อหน้าจริงเท่านั้น
- ข้อสังเกตพฤติกรรม: เช่น การจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย 100% แต่ผ่านไปเพียง 7 วันกลับขอเปลี่ยนกรรมการเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นลักษณะของการเตรียมการไว้ก่อน
นอกจากนี้ กรมฯ ยืนยันว่าต้องการนักลงทุนต่างชาติที่สุจริต แต่ไม่ยอมรับทุนเทา และจะไม่ยอมให้นักบัญชีเป็นผู้สนับสนุนมิจฉาชีพในการฟอกเงิน จึงมีการปรับปรุงระบบดังนี้
ความรวดเร็ว: ลดระยะเวลาพิจารณาการขออนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าวจาก 2-3 เดือนเหลือเพียง 1 เดือน
ระบบออนไลน์: พัฒนาระบบ e-Account (เริ่มทดสอบ 15 มิ.ย. และพร้อมเต็มรูปแบบ 1 ก.ค.) และการบริการผ่าน e-Service เพื่อความสะดวก
การยกระดับวิชาชีพ: กรมฯ มองว่าการเพิ่มกติกาต่างๆ ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการยกระดับวิชาชีพทางด้านบัญชีให้มีความสำคัญและมีเกียรติเทียบเท่ากับสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา
ทั้งนี้ สุดท้ายฝากถึงนักบัญชีรุ่นใหม่ให้คำนึงถึงจรรยาบรรณและความถูกต้องมากกว่าเพียงแค่รายได้ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกลายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ทันที
"สถานะของนักบัญชีในบริบทนี้เปรียบเสมือน ผู้ถือกุญแจประตูเมือง หากผู้ถือกุญแจปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าเมืองเพียงเพราะได้ค่าตอบแทนเล็กน้อยโดยไม่ตรวจสอบตัวตน วันหนึ่งคนเหล่านั้นอาจกลายเป็นโจรที่เข้ามาเผาเมือง และผู้ถือกุญแจเองที่จะต้องรับผิดชอบต่อความพินาศที่เกิดขึ้น การรักษาความเข้มงวดในการตรวจลงชื่อจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นการปกป้องบ้านเมืองจากภัยร้ายที่มองไม่เห็น"






