
‘ส.อ.ท.’ ชี้อุตฯยาปี 69 โต 10% หลังความต้องการใช้ยาในประเทศพุ่ง
‘ส.อ.ท.’ คาดอุตสาหกรรมยาปี 69 โต 10% ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา หลังความต้องการใช้ยาในประเทศพุ่งทดแทนการนำเข้า ระบุมีต้นทุนที่ถูกกว่า
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยาในปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องในระดับ 10%
- ปัจจัยหนุนสำคัญคือความต้องการใช้ยาในประเทศที่เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงกว่า
- แม้จะเติบโต แต่ยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจรุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตยาของจีนและอินเดียที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และต้องหาตลาดใหม่
นายสุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมยาปี 69 ว่า จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับ 10% ใกล้เคียงกับปี 68 ที่คาดเติบโตระดับ 10% เช่นกัน
โดยมีปัจจัยมาจากความต้องการใช้ยาภายในประเทศมากขึ้น ทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากว่าการผลิตยาภายในประเทศปัจจุบันยังมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่าการนำเข้าที่มาจากต่างประเทศ
สำหรับการนำเข้ายาของไทยแม้ยังอยู่ในปริมาณที่สูง แต่เนื่องจากงบประมาณทางด้านสุขภาพที่มีอย่างกำจัด และมีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการมากขึ้น จึงจำเป็นต้องหาตลาดยาในประเทศที่มีต้นทุนถูกลงเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูง ดังนั้นหลังจากนี้คาดว่าจะมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศน้อยลง
ด้านการส่งออกของตลาดยาไปยังต่างประเทศของไทย พบว่ามีอัตราการเติบโต เนื่องจากยาไทยมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบอาเซียน อาทิ มาเลเซีย เมียนมา และลาว ที่เป็นตลาดหลักในการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ดี ปี 69 อุตสาหกรรมยาของไทยเผชิญความท้าทาย หลังจากสหรัฐตั้งกำแพงภาษี แม้ไม่ได้ส่งผลต่อผู้ผลิตยาภายในประเทศโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมเนื่องจากกำแพงภาษีจะทำให้ผู้ผลิตยาเอเชียเช่น อินเดีย จีน ที่เคยส่งออกสหรัฐ จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ อาจส่งมาขายในไทย ทำให้ตลาดในประเทศไทยมีการแข่งขันมากขึ้น
ดังนั้นผู้ผลิตยาของไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนและการทำการตลาด และพัฒนายาใหม่ ๆ ให้ก้าวทันยาที่มาจากประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก
อย่างไรก็ตามปัจจุบันอุตสาหกรรมยาของไทยเผชิญการแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้น ทั้งจากผู้ผลิตยาในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ผู้ผลิตไทยยังมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่หมุนเวียนเงินไม่คล่องตัวจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดยาในประเทศ เพราะตลาดยาภายในประเทศส่วนใหญ่ภาครัฐเป็นผู้ซื้อและผู้ใช้เป็นหลัก
นอกจากนี้ หลังวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้เกิดความต้องการยาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้ประสบภัยเกิดโรค ทั้งโรคทั่วไปและโรคปัจจุบันทันด่วน เช่น การเกิดบาดแผล หรืออาการฉุกเฉินที่ต้องรักษาเร่งด่วน ทำให้ยาไม่เพียงพอต่อความต้องการทางภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งจัดหายาในกลุ่มยาฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางการตลาดของผู้ผลิตยาภายในประเทศที่ให้การช่วยเหลือและให้การสนับสนุนโรงพยาบาล ในการจัดจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับประชาชน











