
'เอกนิติ' ฉายภาพ 'เศรษฐกิจไทย' ใกล้ติดลบ ประกาศกู้วิกฤตใน 4 เดือน
รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กางแผนกู้เศรษฐกิจ เตือนหากไม่เร่งกระตุ้นจะติดลบ พร้อมเปิด 5 เสาหลักนโยบาย 4 เดือน แก้หนี้ 3 ขา-เพิ่มการออม ยืนยันทุกนโยบายโปร่งใส มีแหล่งเงินชัดเจน รักษาวินัยการคลัง
KEY
POINTS
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 0.3% และเสี่ยงที่จะติดลบหากไม่มีมาตรการกระตุ้น
- ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การเติบโตที่ช้าลง, ปัญหาหนี้สิน 3 ขา (ครัวเรือน, ธุรกิจ SME, สาธารณะ) และความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก
- รัฐบาลประกาศแผนกู้วิกฤตเศรษฐกิจใน 4 เดือน ภายใต้หลักการ "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว" ประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ การกระตุ้นระยะสั้น, การแก้หนี้, ส่งเสริมการออม, เพิ่มสภาพคล่อง SME และส่งเสริมการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ทิศทางข้างหน้า: การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน" ในงาน "เวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3" ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐเปิดเผยมาก่อน
รองนายกฯ ระบุว่า ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจโต 3.2% โดยไตรมาสที่ 1 โต 3.2% ไตรมาส 2 โต 2.3% ไตรมาส 3 คาดการณ์เหลือ 1.7% และไตรมาส 4 คาดว่าเหลือเพียง 0.3% ถ้าเราปล่อยแบบนี้ไปโดยไม่ทำอะไร เศรษฐกิจไทยจะกลายเป็นติดลบ นี่คือเหตุผลที่ต้องมีนโยบายกระตุ้นทันที
วินิจฉัยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย: โตช้า-หนี้พุ่ง-เหลื่อมล้ำ
ดร.เอกนิติ วิเคราะห์ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน โดยชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นปัญหาหลัก ก่อนปี 2540 ไทยเติบโตเฉลี่ย 7% แต่ในยุค 2550 เหลือ 3% และในยุค 2560 เหลือไม่ถึง 2% ขณะที่เวียดนามยังคงเติบโตสูงต่อเนื่อง
ปัญหาหนี้ 3 ขา คุกคามเสถียรภาพ
รองนายกฯ ระบุว่า แม้เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ 2.4-2.5 เท่า แต่เสถียรภาพภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาหนี้ 3 ขา ได้แก่:
- หนี้ครัวเรือน - ปัญหาสะสมมานาน ประชาชนติดหนี้จนหมุนตัวไม่ได้
- หนี้ธุรกิจ - โดยเฉพาะ SME เริ่มขาดสภาพคล่อง "เห็นเลยว่ามันเริ่มจากเล็ก มากลาง และกำลังส่งสัญญาณมาใหญ่ ถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งเลวร้ายขึ้น" รองนายกฯ เตือน
- หนี้สาธารณะ - องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มปรับลดมุมมอง แม้ยังไม่ดาวน์เกรด แต่มีความเสี่ยงสูง "ถ้าเกิดดาวน์เกรดเมื่อไหร่ มันเหมือนยิงปืนเตือนว่านี่คืออันตรายแล้ว" รองนายกฯ กล่าว
ตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก
รองนายกฯ เปิดเผยข้อมูลความเหลื่อมล้ำด้วยตัวเลขชัดเจน
- รายได้: คนรวย 20% ครอบครอง GDP เกือบ 50% ขณะคนจน 20% ได้รับไม่ถึง 6%
- ที่ดิน: คนรวย 20% มีโฉนด 80% ของโฉนดทั้งหมด
- เงินฝาก: บัญชีที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาทมีเพียง 1% ของบัญชีทั้งหมด แต่ครอบครองเงินฝาก 80% จากทั้งหมด 17 ล้านล้านบาท
5 เสาหลักนโยบาย 4 เดือน กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว
รองนายกฯ เผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจ 4 เดือนที่ออกแบบจากการรับฟังภาคเอกชน สภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ และ Social Listening ภายใต้หลักการ "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว" ประกอบด้วย 5 เสาหลักและ 1 ฐานราก
เสาที่ 1: กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส
เสาที่ 2: แก้หนี้ครัวเรือน กำลังทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหาหนี้ประชาชนที่สะสมมานาน
เสาที่ 3: ส่งเสริมการออมประชาชน ด้วยพันธบัตรรัฐบาลสำหรับประชาชนเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายผ่านดิจิทัล โครงการออมผ่านสลากกินแบ่งรัฐบาล
เสาที่ 4: เพิ่มสภาพคล่อง SME ทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหา SME ที่เริ่มขาดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ
เสาที่ 5: ส่งเสริมการลงทุนระยะยาว พบว่ามีโครงการที่ BOI อนุมัติแล้วค้างท่ออยู่ 470,000 ล้านบาทในปี 2566 แก้ไขอุปสรรคการขอน้ำ ไฟ แรงงาน เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง
1 ฐานราก: วินัยการคลังไม่ประนีประนอม
รองนายกฯ เน้นย้ำว่า ทุกนโยบายต้องมีความโปร่งใส ระบุแหล่งเงิน ต้นทุน และผลกระทบชัดเจน พร้อมเปิดเผยว่าในเดือนพฤศจิกายนจะประกาศกรอบวินัยทางการคลังอย่างเป็นทางการ
"ไม่ต้องมาบอกว่าปีนี้โตเท่าไหร่แบบคลุมเครือ บอกไปเลยเป็นอะไร ให้มันชัดเจน เพราะวันนี้ Rating Agency กำลังจับตาเรา" รองนายกฯ กล่าว
เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
รองนายกฯ เน้นย้ำ 4 หลักการนำหลักนิติธรรมมาใช้ในนโยบายเศรษฐกิจ:
- 1. ความชัดเจนและเท่าเทียม - กฎหมายต้องคุ้มครองคนตัวเล็กตัวน้อย
- 2. ประสิทธิภาพและความรวดเร็ว - มีกฎหมายดีแต่ต้องดำเนินการเร็วด้วย
- 3. ความโปร่งใส - "ทุกนโยบายต้องเปิดเผยต้นทุน แหล่งเงิน ผลกระทบ ให้ประชาชนตรวจสอบได้"
- 4. การมีส่วนร่วม - เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำและตรวจสอบ
รองนายกฯ ยกตัวอย่างความสำเร็จจากอดีต เช่น ระบบ Tax My Account ที่ดึงข้อมูลภาษีทั้งหมดขึ้นมาอัตโนมัติ ลดการทุจริต และระบบ E-Donation ที่ต้องบริจาคผ่านดิจิทัล เชื่อมตรงกับกรมสรรพากร ป้องกันใบอนุโมทนาปลอม
การรับฟังภาคเอกชนและ Social Listening
รองนายกฯ เผยว่า นโยบายทั้งหมดออกแบบจากการรับฟังความเห็นจากสภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมภาคเอกชน และ Social Listening
รองนายกฯ เน้นความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) โดยยกตัวอย่างความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย แพลตฟอร์ม Startup และภาคธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว






